ข้ามไปยังเนื้อหา
ความรู้สุขภาพทางเพศที่อ่านแล้วเข้าใจข้อมูลเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่การวินิจฉัยเฉพาะบุคคล
แผลริมอ่อน

เป็นแผลริมอ่อนช่วงตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์เรื่องอะไร

หากสงสัยแผลริมอ่อนช่วงตั้งครรภ์ ควรแจ้งผู้ดูแลครรภ์และเข้ารับการตรวจโดยเร็ว เพื่อยืนยันสาเหตุ ตรวจโรคร่วม เลือกยาที่เหมาะกับครรภ์หรือการให้นม และวางแผนติดตามอาการ ไม่ควรซื้อยาหรือสรุปโรคจากลักษณะแผลเอง

อยากถามให้ชัดขึ้น?

มีข้อสงสัย ค่อย ๆ คุยกันได้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศผ่าน LINE ได้อย่างเป็นส่วนตัว เลือกคุยเรื่องที่คุณอยากเข้าใจเพิ่มเติมได้เลย

ปรึกษาเรื่องสุขภาพผ่าน LINE

การมีแผลเจ็บบริเวณอวัยวะเพศระหว่างตั้งครรภ์ควรได้รับการประเมิน ไม่ควรดูจากภาพ จำนวนแผล หรือความเจ็บแล้วสรุปว่าเป็นแผลริมอ่อนทันที เพราะแผลจากเริม ซิฟิลิส และสาเหตุอื่นอาจดูคล้ายกันได้ คำแนะนำนี้อิง CDC STI Treatment Guidelines 2021 และ แนวทาง WHO ปี 2021 โดยตรวจสอบแหล่งข้อมูลวันที่ 2026-11-06

แผลริมอ่อนเกิดจากแบคทีเรีย Haemophilus ducreyi แต่การพบแผลบริเวณอวัยวะเพศไม่ได้แปลว่าเป็นเชื้อนี้เสมอไป ช่วงตั้งครรภ์จึงควรบอกแพทย์ให้ชัดว่าตั้งครรภ์กี่สัปดาห์ มีโรคประจำตัว แพ้ยา หรือกำลังใช้ยาและอาหารเสริมอะไรอยู่ เพื่อให้การตรวจและการรักษาปลอดภัยขึ้น

อินโฟกราฟิกสรุป: เป็นแผลริมอ่อนช่วงตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์เรื่องอะไร พร้อมข้อควรระวังและแหล่งข้อมูล
ภาพสรุปประกอบบทความ: เป็นแผลริมอ่อนช่วงตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์เรื่องอะไร — ข้อมูลทั่วไป ไม่แทนการตรวจวินิจฉัย อ่านรายละเอียดและแหล่งอ้างอิงในเนื้อหาด้านล่าง

ทำไมจึงควรปรึกษาแพทย์เร็ว

แผลริมอ่อนที่พบบ่อยมีลักษณะเป็นแผลลึกและเจ็บ อาจมีต่อมน้ำเหลืองขาหนีบกดเจ็บหรือเป็นหนองร่วมด้วย แต่ต่อมน้ำเหลืองไม่ได้เกิดในทุกคน ลักษณะเหล่านี้เป็นเพียงเบาะแส ไม่ใช่การยืนยันโรค CDC ระบุว่าการวินิจฉัยที่แน่ชัดต้องตรวจหาเชื้อด้วยวิธีเฉพาะซึ่งมีให้บริการจำกัด

เรื่องที่ควรถามแพทย์ในการตรวจครั้งนี้

1. แผลนี้ใช่แผลริมอ่อนหรือมีสาเหตุอื่น

ขอให้แพทย์ช่วยประเมินแผลและต่อมน้ำเหลืองโดยรวม ไม่ควรใช้ลักษณะภายนอกแทนการวินิจฉัย เพราะโรคเริม ซิฟิลิส แอลจีวี โดโนวาโนซิส และ mpox ก็ทำให้เกิดแผลบริเวณอวัยวะเพศได้ ส่วนแผลที่ไม่หายหรือผิดลักษณะอาจมีสาเหตุจากโรคผิวหนังหรือภาวะอื่นที่ไม่ใช่การติดเชื้อ แนวทางแผลอวัยวะเพศของ NHS Scotland/Right Decisions จึงเน้นการตรวจแยกโรคและใช้วิจารณญาณทางคลินิก ไม่ใช่ตัดสินจากภาพเพียงอย่างเดียว

2. ควรตรวจอะไรบ้าง และที่นี่มีการตรวจใดให้บริการ

แพทย์อาจตรวจร่างกายและต่อมน้ำเหลือง เก็บตัวอย่างจากแผลเพื่อตรวจเริมตามวิธีที่มีบริการ ตรวจซิฟิลิสด้วยการตรวจเลือดหรือวิธีอื่นตามความเหมาะสม และพิจารณาเพาะเชื้อหรือ NAAT/PCR สำหรับ H. ducreyi หากห้องปฏิบัติการรองรับ นอกจากนี้ควรถามว่าควรตรวจ HIV หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นตามความเสี่ยงหรือไม่ CDC แนะนำให้ตรวจ HIV เมื่อวินิจฉัยแผลริมอ่อน ส่วน WHO ระบุว่าหลายพื้นที่ต้องใช้การดูแลแบบประเมินกลุ่มอาการเมื่อการตรวจทางห้องปฏิบัติการเข้าถึงยาก จึงไม่ควรคิดว่าทุกสถานพยาบาลจะมีการตรวจเชื้อแผลริมอ่อนแบบเดียวกัน

3. ยาที่จะใช้เหมาะกับอายุครรภ์และการให้นมหรือไม่

ควรถามชื่อยาที่แพทย์เลือก เหตุผลที่เลือก และสิ่งที่ต้องแจ้งหากมีอาการข้างเคียง โดยย้ำว่ากำลังตั้งครรภ์หรืออาจให้นมบุตรอยู่ แนวทาง CDC ปี 2021 ระบุว่าข้อมูลบางชนิดของยาต้านแบคทีเรียมีข้อควรระวังต่างกันระหว่างการตั้งครรภ์กับการให้นม และควรใช้ทางเลือกที่เหมาะสมแทนในผู้ตั้งครรภ์หรือให้นม ดังนั้นไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะที่เหลืออยู่ ใช้ยาของผู้อื่น หรือหยุดยาเอง การเลือกยาต้องคำนึงถึงผลตรวจ แพ้ยา อายุครรภ์ โรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ และแนวทางของพื้นที่

4. ต้องติดตามอาการเมื่อไร และแบบไหนถือว่ายังไม่ดีขึ้น

ถามวันนัดตรวจซ้ำให้ชัดเจน CDC แนะนำให้ประเมินซ้ำประมาณ 3–7 วันหลังเริ่มรักษา โดยอาการมักเริ่มดีขึ้นภายในไม่กี่วัน แต่แผลขนาดใหญ่อาจใช้เวลานานกว่าสองสัปดาห์ หากอาการไม่ดีขึ้น แผลขยาย ปวดมากขึ้น หรือยังมีต่อมน้ำเหลืองเป็นหนอง แพทย์อาจต้องทบทวนวินิจฉัย ตรวจโรคร่วม ประเมิน HIV การใช้ยา และความไวของเชื้อ ไม่ควรเพิ่มยาเองเพื่อเร่งให้หาย

5. คู่นอนควรตรวจหรือรักษาอย่างไร

ควรถามแพทย์ว่าจะสื่อสารกับคู่นอนและวางแผนตรวจอย่างไร CDC แนะนำให้ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยในช่วง 10 วันก่อนเริ่มมีอาการได้รับการตรวจและรักษา แม้ยังไม่มีอาการ การประเมินคู่นอนช่วยลดโอกาสแพร่เชื้อกลับไปกลับมา และแพทย์จะให้คำแนะนำเรื่องการงดมีเพศสัมพันธ์ระหว่างรอการประเมินหรือการรักษาตามสถานการณ์

อาการแบบไหนควรไปพบแพทย์เร็ว

หากมีไข้ ปวดหรือบวมมาก แผลลุกลาม เลือดออกมาก ปัสสาวะไม่ออก หรือมีก้อนบวมเจ็บที่ขาหนีบ ควรติดต่อสถานพยาบาลโดยเร็ว โดยเฉพาะเมื่อกำลังตั้งครรภ์ หากไม่แน่ใจว่าควรไปแผนกใด ให้แจ้งตั้งแต่จุดคัดกรองว่าตั้งครรภ์และมีแผลบริเวณอวัยวะเพศ เพื่อให้จัดลำดับการประเมินได้เหมาะสม

เตรียมข้อมูลอะไรไปคุยกับแพทย์

จดอายุครรภ์ วันที่เริ่มมีแผล จำนวนหรือบริเวณที่เป็น อาการปวด ไข้ หรือต่อมน้ำเหลือง รวมถึงชื่อยาและอาหารเสริมที่ใช้ ประวัติแพ้ยา ผลตรวจ STI เดิม และการสัมผัสทางเพศล่าสุดเท่าที่สะดวก การให้ข้อมูลตรงไปตรงมาเป็นเรื่องของการดูแลสุขภาพ ไม่ใช่การตัดสินพฤติกรรม และช่วยให้แพทย์เลือกการตรวจที่จำเป็นโดยไม่ต้องเดาจากลักษณะแผล

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับข้อจำกัดของการตรวจ

การเพาะเชื้อ H. ducreyi ต้องใช้อาหารเลี้ยงเชื้อเฉพาะและมีความไวจำกัด ขณะที่การตรวจ NAAT/PCR อาจมีเฉพาะบางห้องปฏิบัติการ ดังนั้นผลที่ไม่ยืนยันเชื้อไม่ได้แปลว่าควรวินิจฉัยจากแผลเอง แพทย์อาจใช้ข้อมูลจากประวัติ การตรวจร่างกาย และผลตรวจโรคอื่นร่วมกันตามทรัพยากรและแนวทางในพื้นที่ โดยแนวทาง CDC ที่ใช้อ้างในบทความนี้เป็นฉบับปี 2021 ไม่ใช่แนวทางที่ออกในปี 2026

อ่านข้อมูลพื้นฐานของโรคได้ที่ แผลริมอ่อนคืออะไร อาการ สาเหตุ วิธีตรวจ และแนวทางรักษา และดูเรื่องที่เกี่ยวข้องกับลักษณะเริ่มต้นหรือการติดตามการรักษาได้ที่ แผลริมอ่อนระยะแรก และ แผลริมอ่อนรักษาอย่างไรและควรติดตามอะไร

อ่านเพิ่มเติมในบทความภาพรวมของหมวดนี้เพื่อทำความเข้าใจอาการ การตรวจ และการดูแลที่เกี่ยวข้อง

มีข้อสงสัย คุยต่อได้

มีคำถามเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศหรืออยากเข้าใจข้อมูลเพิ่มเติม? สามารถปรึกษาเรื่องสุขภาพผ่าน LINEได้อย่างเป็นส่วนตัว เลือกคุยเรื่องที่คุณอยากสอบถามได้เลย

คำถามที่พบบ่อย

ตั้งครรภ์แล้วเป็นแผลริมอ่อน อันตรายต่อลูกไหม

CDC STI Treatment Guidelines 2021 ระบุว่าไม่พบรายงานผลเสียของแผลริมอ่อนต่อผลลัพธ์การตั้งครรภ์ แต่แผลบริเวณอวัยวะเพศอาจมีสาเหตุอื่นร่วมด้วย จึงควรตรวจให้เร็วและให้แพทย์เลือกการรักษาที่เหมาะกับอายุครรภ์ ไม่ควรใช้ข้อความนี้แทนการประเมินเฉพาะคน

แผลเจ็บที่อวัยวะเพศหมายความว่าเป็นแผลริมอ่อนแน่ไหม

ไม่แน่ แผลเจ็บอาจเกิดจากเริม ซิฟิลิส หรือสาเหตุอื่นได้ แพทย์อาจตรวจแผล ต่อมน้ำเหลือง และตรวจโรคร่วมตามความเหมาะสม การดูภาพหรือจำนวนแผลเองไม่สามารถยืนยันโรคได้

ตั้งครรภ์ใช้ยารักษาแผลริมอ่อนเองได้ไหม

ไม่ควรใช้ยาเอง ควรแจ้งอายุครรภ์ การแพ้ยา โรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ และแผนการให้นมให้ผู้ดูแลทราบ เพราะยาบางชนิดมีข้อควรระวังต่างกันในครรภ์และช่วงให้นม

คู่นอนต้องตรวจด้วยหรือไม่

ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการตรวจและรักษาคู่นอน โดย CDC แนะนำให้ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยในช่วง 10 วันก่อนเริ่มมีอาการได้รับการประเมิน แม้ไม่มีอาการ

ถ้าเริ่มรักษาแล้วแผลยังไม่ดีขึ้นควรทำอย่างไร

ควรไปตามนัดหรือกลับไปพบแพทย์ โดย CDC แนะนำการประเมินซ้ำประมาณ 3–7 วันหลังเริ่มรักษา หากแผลไม่ดีขึ้น แผลลุกลาม ปวดมากขึ้น มีไข้ หรือปัสสาวะไม่ออก ควรไปพบแพทย์เร็วขึ้นและไม่เพิ่มยาเอง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. Chancroid - STI Treatment Guidelines Centers for Disease Control and Prevention (CDC) · 2021 · ตรวจสอบ 2026-11-06
  2. Pregnant Women - STI Treatment Guidelines Centers for Disease Control and Prevention (CDC) · 2021 · ตรวจสอบ 2026-11-06
  3. Guidelines for the management of symptomatic sexually transmitted infections World Health Organization (WHO) · 2021 · ตรวจสอบ 2026-11-06
  4. Genital Ulcers (1252) NHS Scotland / Right Decisions · 2025 · ตรวจสอบ 2026-11-06
  5. แผลริมอ่อน (Chancroid, Soft chancre) กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข · 2019 · ตรวจสอบ 2026-11-06
อยากถามให้ชัดขึ้น?

มีข้อสงสัย ค่อย ๆ คุยกันได้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศผ่าน LINE ได้อย่างเป็นส่วนตัว เลือกคุยเรื่องที่คุณอยากเข้าใจเพิ่มเติมได้เลย

ปรึกษาเรื่องสุขภาพผ่าน LINE
ปรึกษาเรื่องสุขภาพผ่าน LINE