แผลริมอ่อนผู้ชายเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากแบคทีเรีย Haemophilus ducreyi โดยมักทำให้เกิดแผลอวัยวะเพศที่เจ็บมาก แผลอาจมีหลายตำแหน่งและมีต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบบวมเจ็บร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม แผลบริเวณอวัยวะเพศมีสาเหตุได้หลายอย่าง จึงไม่ควรสรุปจากภาพ จำนวนแผล หรือความเจ็บเพียงอย่างเดียว หากสงสัยควรให้บุคลากรทางการแพทย์ตรวจโดยเร็ว และสามารถอ่านข้อมูลภาพรวมได้ที่ บทความหลักเรื่องแผลริมอ่อน

แผลริมอ่อนในผู้ชายเริ่มอย่างไร
ข้อมูลของกรมควบคุมโรคระบุว่าระยะฟักตัวอาจอยู่ราว 3–7 วันหลังรับเชื้อ จากนั้นอาจเริ่มเป็นตุ่มหนองที่อวัยวะเพศแล้วแตกเป็นแผล แผลมักเจ็บมาก ขอบไม่แข็งหรือไม่เรียบ และอาจมีเลือดออก ลักษณะที่พบบ่อยคือมีมากกว่าหนึ่งแผล แต่จำนวนหรือลักษณะของแผลแตกต่างกันได้ จึงใช้แทนการวินิจฉัยไม่ได้ (กรมควบคุมโรค)
ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบอาจบวมและกดเจ็บ บางรายเกิดก้อนหนองที่เรียกว่า bubo และก้อนอาจแตกเป็นแผลได้ แต่ผู้ที่เป็นแผลริมอ่อนทุกคนไม่ได้มีต่อมน้ำเหลืองลักษณะนี้ การไม่มีต่อมน้ำเหลืองบวมจึงไม่ตัดโรค และการมีก้อนบวมก็ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นแผลริมอ่อน
สาเหตุและการติดต่อ
เชื้อ H. ducreyi ติดต่อหลักผ่านการมีเพศสัมพันธ์และการสัมผัสบริเวณแผลหรือสารคัดหลั่งที่เกี่ยวข้อง การมีแผลไม่ได้เป็นหลักฐานว่าคู่นอนคนใดคนหนึ่งไม่ซื่อสัตย์ เพราะระยะเวลาที่เริ่มมีอาการไม่สามารถใช้ระบุแหล่งที่มาหรือเวลาที่รับเชื้อได้แน่นอน ขณะมีแผลควรหลีกเลี่ยงเพศสัมพันธ์และขอคำแนะนำจากสถานพยาบาลเรื่องการกลับไปมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย
ทำไมจึงแยกจากเริมและซิฟิลิสด้วยตาไม่ได้
เริม ซิฟิลิส และโรคติดเชื้อหรือภาวะผิวหนังอื่นก็ทำให้เกิดแผลบริเวณอวัยวะเพศได้เช่นกัน แนวทาง CDC ระบุว่าการประเมินแผลริมอ่อนที่น่าจะเป็นต้องพิจารณาผลตรวจที่ไม่สนับสนุนซิฟิลิสและผลตรวจเริมที่เป็นลบประกอบกับลักษณะทางคลินิก ไม่ใช่ดูแผลเพียงอย่างเดียว ดังนั้นไม่ควรถ่ายรูปให้ใครดูเพื่อขอคำวินิจฉัย หรือซื้อยามาทาเอง (CDC: Chancroid, STI Treatment Guidelines 2021)
แพทย์อาจตรวจอะไรบ้าง
การตรวจเริ่มจากซักประวัติ ตรวจแผล และคลำต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบ แพทย์อาจเก็บตัวอย่างจากแผลเพื่อตรวจหาเริม และประเมินซิฟิลิสด้วยการตรวจที่เหมาะสมกับระยะของโรค หากมีห้องปฏิบัติการรองรับ อาจส่งเพาะเชื้อ H. ducreyi บนอาหารเลี้ยงเชื้อเฉพาะหรือใช้การตรวจ NAAT/PCR แต่บริการเหล่านี้มีจำกัดและผลเพาะเชื้อมีความไวไม่สูง จึงไม่ใช่ทุกสถานพยาบาลที่จะตรวจได้
เมื่อวินิจฉัยแผลริมอ่อน บุคลากรทางการแพทย์ควรพิจารณาตรวจ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นตามความเสี่ยงและอาการ การตรวจหลายอย่างไม่ได้หมายความว่าผู้รับการตรวจถูกตีตรา แต่ช่วยแยกสาเหตุที่ต้องรักษาต่างกันและวางแผนติดตามได้เหมาะสม แนวทาง WHO ปี 2021 สนับสนุนการประเมินกลุ่มอาการแผลอวัยวะเพศโดยบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะในบริบทที่การตรวจทางห้องปฏิบัติการเข้าถึงได้จำกัด (WHO: Guidelines for the management of symptomatic sexually transmitted infections)
หลักการรักษา
แผลริมอ่อนรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่บุคลากรทางการแพทย์เลือกให้เหมาะกับการวินิจฉัย สุขภาพโดยรวม ยาที่เคยใช้ การตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ภาวะ HIV และแนวทางในพื้นที่ ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะหรือใช้ยาของผู้อื่นเอง และไม่ควรหยุดหรือเปลี่ยนการรักษาโดยไม่ปรึกษาผู้สั่งยา เพราะอาจทำให้ประเมินผลการรักษาได้ยาก
เมื่อรักษาเหมาะสม การติดเชื้อและอาการมักดีขึ้น แต่แผลขนาดใหญ่หรือโรคที่เป็นมากอาจหายช้ากว่าและอาจเหลือแผลเป็นหรือเกิดทางเชื่อมจากก้อนหนองได้ แม้การรักษาจะได้ผลแล้ว ผู้ชายที่ไม่ได้ขลิบและผู้ติดเชื้อ HIV อาจตอบสนองช้าหรือมีแผลหายช้ากว่า จึงควรแจ้งข้อมูลสุขภาพกับผู้ดูแลอย่างครบถ้วน
หลังเริ่มรักษาควรติดตามเมื่อไร
CDC แนะนำให้ประเมินซ้ำประมาณ 3–7 วันหลังเริ่มการรักษา หากตอบสนองดี อาการเจ็บมักเริ่มดีขึ้นภายในไม่กี่วันและแผลควรเห็นการเปลี่ยนแปลงภายในประมาณหนึ่งสัปดาห์ แต่แผลใหญ่บางแผลอาจใช้เวลานานกว่า 2 สัปดาห์กว่าจะหาย หากอาการไม่ดีขึ้น แผลขยาย มีแผลใหม่ หรือปวดบวมมากขึ้น ควรกลับไปพบแพทย์ ไม่ควรเพิ่มยาเอง เพราะอาจต้องทบทวนการวินิจฉัย ตรวจโรคร่วม หรือประเมินภาวะอื่น
คู่นอนควรทำอย่างไร
คู่นอนที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยในช่วง 10 วันก่อนเริ่มมีอาการ ควรได้รับการประเมินและรักษา แม้ยังไม่มีอาการ ตามแนวทาง CDC การแจ้งคู่นอนไม่ใช่การกล่าวโทษ แต่เป็นวิธีลดการแพร่เชื้อและช่วยให้แต่ละคนได้รับการดูแลที่เหมาะสม ควรงดเพศสัมพันธ์จนกว่าผู้ป่วยและคู่นอนจะได้รับการประเมินและทำตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์
เมื่อไรควรพบแพทย์เร็ว
ควรนัดตรวจเมื่อมีแผล ตุ่มหนอง หรืออาการเจ็บผิดปกติที่อวัยวะเพศ โดยเฉพาะเมื่อแผลลุกลาม มีไข้ ปวดหรือบวมมาก มีเลือดออก ปัสสาวะไม่ออก มีก้อนหนองที่ขาหนีบ หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรควรแจ้งบุคลากรทางการแพทย์ก่อนรับยา หากอาการรุนแรงหรือทรุดเร็ว ให้ติดต่อสถานพยาบาลโดยตรงหรือใช้บริการฉุกเฉินตามความรุนแรง
บทความนี้อ้างอิง CDC Sexually Transmitted Infections Treatment Guidelines ปี 2021 และ WHO Guidelines for the management of symptomatic sexually transmitted infections ปี 2021 รวมถึงข้อมูลภาษาไทยจากกรมควบคุมโรค โดยตรวจสอบแหล่งข้อมูลเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2026 ปีของแนวทางเป็นปีที่เอกสารเผยแพร่ ไม่ใช่วันที่ตรวจสอบบทความ
อ่านเพิ่มเติมในบทความภาพรวมของหมวดนี้เพื่อทำความเข้าใจอาการ การตรวจ และการดูแลที่เกี่ยวข้อง
มีข้อสงสัย คุยต่อได้
มีคำถามเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศหรืออยากเข้าใจข้อมูลเพิ่มเติม? สามารถปรึกษาเรื่องสุขภาพผ่าน LINEได้อย่างเป็นส่วนตัว เลือกคุยเรื่องที่คุณอยากสอบถามได้เลย



