แผลริมอ่อนเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากแบคทีเรีย Haemophilus ducreyi ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคระบุว่าติดต่อโดยการร่วมเพศ ส่วนแนวทาง CDC Sexually Transmitted Infections Treatment Guidelines 2021 ระบุว่าเพศสัมพันธ์เป็นเส้นทางการติดต่อหลักในผู้ป่วยที่พบในสหรัฐอเมริกา ดังนั้นคำตอบสั้น ๆ คือโรคนี้แพร่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ ไม่ใช่โรคที่ควรเดาจากภาพแผลหรือโทษตัวเองและคู่นอน

แผลริมอ่อนติดต่อทางไหน
การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อเป็นช่องทางหลักที่หน่วยงานสุขภาพระบุไว้ การเริ่มมีอาการอาจเกิดหลังรับเชื้อประมาณ 3–7 วันตามข้อมูลของกรมควบคุมโรค แต่ช่วงเวลานี้เป็นข้อมูลโดยประมาณ ไม่สามารถใช้คำนวณว่าใครเป็นผู้แพร่เชื้อหรือสรุปความซื่อสัตย์ของคู่นอนได้ เพราะบางคนอาจมีแผลอยู่ในตำแหน่งที่มองไม่เห็นหรือมีอาการน้อย โดยเฉพาะผู้หญิงที่อาจไม่มีอาการเมื่อแผลอยู่ในช่องคลอดหรือปากมดลูก
การไม่มีอาการจึงไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยง และการมีแผลก็ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นแผลริมอ่อนเสมอไป หากมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีแผล เจ็บบริเวณอวัยวะเพศ หรือมีต่อมน้ำเหลืองขาหนีบบวมเจ็บ ควรหยุดการมีเพศสัมพันธ์ไว้ก่อนระหว่างรอการประเมิน ไม่ควรซื้อยามาทา กินยา หรือพยายามเปิดแผลเอง
ถุงยางช่วยป้องกันได้แค่ไหน
CDC แนะนำว่าการใช้ถุงยางอย่างถูกต้องทุกครั้งช่วยลดความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่ไม่รับประกันการป้องกันได้ทั้งหมด โรคที่เกี่ยวข้องกับแผลหรือตำแหน่งผิวหนังซึ่งถุงยางครอบคลุมไม่ถึงอาจยังแพร่ได้ การใช้ถุงยางหรือแผ่นกั้นจึงเป็นส่วนหนึ่งของการลดความเสี่ยง ไม่ใช่เหตุผลให้รอดูแผลเองหรือมีเพศสัมพันธ์ต่อเมื่อสงสัยการติดเชื้อ
การพูดคุยกับคู่นอนอย่างตรงไปตรงมาและชวนกันเข้ารับการตรวจช่วยลดการแพร่ต่อและการรับเชื้อซ้ำ หากฝ่ายใดได้รับการวินิจฉัย ควรทำตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์เรื่องการงดเพศสัมพันธ์ การตรวจโรคติดต่ออื่น และการกลับไปติดตามอาการ ไม่ควรตัดสินจากระยะเวลาที่เริ่มมีแผลว่าใครเป็นต้นเหตุ
แผลแบบไหนก็ยังวินิจฉัยเองไม่ได้
CDC ระบุว่าแผลริมอ่อนมักทำให้เกิดแผลอวัยวะเพศที่ลึกและเจ็บ และอาจมีต่อมน้ำเหลืองขาหนีบกดเจ็บหรือมีหนอง แต่ต่อมน้ำเหลืองอักเสบพบไม่ถึงครึ่งหนึ่งของผู้ป่วย ลักษณะเหล่านี้จึงเป็นเพียงสิ่งที่ช่วยให้แพทย์นึกถึงโรค ไม่ใช่เกณฑ์ให้คนทั่วไปยืนยันเอง แผลจากเริม ซิฟิลิส รวมถึงโรคติดเชื้อหรือภาวะผิวหนังอื่นอาจมีลักษณะทับซ้อนกัน
แพทย์อาจตรวจอะไรบ้าง
การประเมินมักเริ่มจากซักประวัติ ตรวจแผลและคลำต่อมน้ำเหลืองขาหนีบ แพทย์อาจตรวจหาเริมและซิฟิลิสเพื่อแยกโรคที่มีอาการคล้ายกัน ส่วนการยืนยันเชื้อ H. ducreyi ต้องเพาะเชื้อด้วยอาหารเลี้ยงเชื้อเฉพาะซึ่งหาได้ไม่ทั่วไป และ CDC ระบุว่าความไวของการเพาะเชื้อต่ำกว่า 80% บางแห่งอาจมีการตรวจ NAAT หรือ PCR ตามความพร้อมของห้องปฏิบัติการ
แนวทาง WHO สำหรับผู้มีอาการ STI ปี 2021 ครอบคลุมกลุ่มอาการแผลอวัยวะเพศและยอมรับว่าในหลายพื้นที่การตรวจทางห้องปฏิบัติการอาจเข้าถึงยาก การประเมินโดยบุคลากรทางการแพทย์และการใช้แนวทางของพื้นที่จึงสำคัญ ไม่ควรคิดว่าการตรวจเฉพาะเชื้อแผลริมอ่อนมีบริการทุกสถานพยาบาล
ถ้าคู่นอนมีความเสี่ยงควรทำอย่างไร
ตาม CDC คู่นอนที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยในช่วง 10 วันก่อนผู้ป่วยเริ่มมีอาการ ควรได้รับการตรวจและดูแล แม้คู่นอนจะยังไม่มีอาการก็ตาม การประเมินไม่ได้หมายความว่าคู่นอนต้องเป็นผู้แพร่เชื้อแน่นอน แต่ช่วยค้นหาโรคที่อาจไม่แสดงอาการและลดโอกาสแพร่ต่อ ควรให้ข้อมูลตามจริงแก่บุคลากรทางการแพทย์และไม่ใช้ผลจากการดูแผลหรือวันเริ่มเจ็บมาตัดสินกันเอง
เมื่อไรควรพบแพทย์เร็ว
ควรพบแพทย์เมื่อมีแผล เจ็บ แสบ มีหนอง เลือดออก หรือต่อมน้ำเหลืองขาหนีบบวมเจ็บ โดยเฉพาะถ้าแผลลุกลาม ปวดบวมมาก มีไข้ ปัสสาวะลำบากหรือปัสสาวะไม่ออก หากกำลังตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ควรแจ้งบุคลากรทางการแพทย์ตั้งแต่ต้นเพราะมีผลต่อการเลือกแนวทางดูแล หากอาการรุนแรงหรือทรุดลงเร็วให้ไปสถานพยาบาลโดยเร็ว
ทำไมการตรวจและติดตามจึงช่วยลดการแพร่เชื้อ
เมื่อวินิจฉัยได้เหมาะสม การรักษาด้วยยาต้านแบคทีเรียช่วยรักษาการติดเชื้อและลดการแพร่เชื้อ แต่ไม่ควรเลือกยาหรือขนาดยาเอง แนวทาง CDC แนะนำให้ประเมินซ้ำหลังเริ่มรักษา 3–7 วัน หากไม่ดีขึ้น แพทย์อาจต้องทบทวนการวินิจฉัย ตรวจหาโรคอื่น การติดเชื้อร่วม หรือปัจจัยที่ทำให้แผลหายช้า แผลใหญ่และต่อมน้ำเหลืองที่เป็นหนองอาจใช้เวลานานกว่าจะดีขึ้น
อ่านเพิ่มเติมในบทความภาพรวมของหมวดนี้เพื่อทำความเข้าใจอาการ การตรวจ และการดูแลที่เกี่ยวข้อง
มีข้อสงสัย คุยต่อได้
มีคำถามเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศหรืออยากเข้าใจข้อมูลเพิ่มเติม? สามารถปรึกษาเรื่องสุขภาพผ่าน LINEได้อย่างเป็นส่วนตัว เลือกคุยเรื่องที่คุณอยากสอบถามได้เลย

