คำตอบสั้น ๆ: แผลริมอ่อน (chancroid) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากแบคทีเรีย Haemophilus ducreyi มักทำให้เกิดแผลบริเวณอวัยวะเพศที่เจ็บ แผลอาจมีหลายแผลและมีต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบกดเจ็บหรือกลายเป็นก้อนหนองได้ อย่างไรก็ตาม แผลอวัยวะเพศจากเริม ซิฟิลิส และสาเหตุอื่นอาจดูคล้ายกัน จึงไม่ควรวินิจฉัยจากภาพ ลักษณะ หรือความเจ็บเพียงอย่างเดียว ควรพบบุคลากรทางการแพทย์เพื่อประเมินและตรวจตามความเหมาะสม [1] [2]
บทความนี้เป็นข้อมูลสุขภาพ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือใบสั่งยา หากมีแผลที่อวัยวะเพศ ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับการประเมิน และไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาทาใช้เอง เพราะอาจทำให้การตรวจคลาดเคลื่อนหรือรักษาไม่ตรงสาเหตุ
สารบัญ
- แผลริมอ่อนคืออะไร
- สาเหตุและการติดต่อ
- อาการและระยะฟักตัว
- การตรวจและโรคที่ต้องแยก
- แนวทางรักษา
- คู่นอนและการติดตาม
- การป้องกัน
- เมื่อไรควรพบแพทย์
แผลริมอ่อนคืออะไร
แผลริมอ่อนเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่จัดอยู่ในกลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ชื่อภาษาอังกฤษคือ chancroid หรือ soft chancre เชื้อที่เป็นสาเหตุคือ Haemophilus ducreyi ซึ่งทำให้เนื้อเยื่อบริเวณที่สัมผัสเกิดการอักเสบและเป็นแผลที่มักเจ็บมาก โรคนี้พบไม่บ่อยในบางประเทศ แต่ยังควรนึกถึงเมื่อมีแผลอวัยวะเพศที่เจ็บและมีต่อมน้ำเหลืองขาหนีบอักเสบ โดยเฉพาะเมื่อมีประวัติเสี่ยงหรือเดินทางไปพื้นที่ที่ยังพบโรค [3]
คำว่า “ริมอ่อน” สื่อถึงแผลที่ไม่มีฐานแข็งแบบแผลซิฟิลิสระยะแรก แต่ชื่อโรคไม่เพียงพอสำหรับการวินิจฉัย เพราะแผลจากหลายโรคอาจมีรูปร่างเปลี่ยนไปตามระยะ การติดเชื้อร่วม หรือการระคายเคือง แผลอวัยวะเพศที่ไม่ทราบสาเหตุจึงควรได้รับการตรวจทุกครั้งที่ทำได้
สาเหตุและการติดต่อ
เชื้อและช่องทางรับเชื้อ
H. ducreyi แพร่ผ่านการสัมผัสทางเพศกับแผลหรือสารคัดหลั่งจากบริเวณที่ติดเชื้อ การสัมผัสผิวหนังหรือเยื่อบุที่มีรอยถลอกเล็ก ๆ ช่วยให้เชื้อเข้าสู่เนื้อเยื่อได้ ความเสี่ยงจึงสัมพันธ์กับการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย การมีคู่นอนที่มีแผลโดยไม่รู้ตัว และการมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นร่วมด้วย
ถุงยางอนามัยช่วยลดความเสี่ยงได้เมื่อใช้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มจนเสร็จและครอบคลุมบริเวณที่สัมผัส แต่ไม่ป้องกันได้ทั้งหมดหากแผลอยู่นอกบริเวณที่ถุงยางคลุม การมองไม่เห็นแผลไม่ได้แปลว่าไม่มีการติดเชื้อ เพราะแผลอาจอยู่ภายในช่องคลอด ปากมดลูก หรือบริเวณที่สังเกตได้ยาก
ระยะฟักตัว
ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคและแนวทางทางคลินิกระบุว่าระยะฟักตัวมักอยู่ราว 3–7 วันหลังรับเชื้อ แต่อาการจริงอาจต่างกันตามตำแหน่งและภูมิคุ้มกัน การนับวันอย่างเดียวจึงไม่ใช้ยืนยันว่าแผลเกิดจากแผลริมอ่อนหรือจากโรคอื่นได้ [3] [5]
อาการและลักษณะของแผลริมอ่อน
จากตุ่มเริ่มต้นสู่แผลเจ็บ
อาการอาจเริ่มจากตุ่มแดงหรือตุ่มหนองที่กดเจ็บ แล้วแตกกลายเป็นแผลตื้นหรือลึก แผลมักมีขอบรุ่ยหรือเว้าเข้า ฐานแผลนิ่มและมีหนอง อาจมีเลือดออกเมื่อถูกเสียดสี และมักเจ็บชัดเจน แผลอาจมีหลายตำแหน่งหรือเกิดจากการสัมผัสกันของผิวหนังที่มีเชื้อ จุดเด่นเหล่านี้เป็นเพียงแนวโน้มทางคลินิก ไม่ใช่เกณฑ์ที่ผู้ป่วยใช้ฟันธงเอง
ต่อมน้ำเหลืองขาหนีบ
บางคนมีต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโตและกดเจ็บ โดยอาจเป็นข้างเดียวหรือสองข้าง หากอักเสบมากอาจมีหนองขังเป็นก้อนนุ่มที่เรียกว่า bubo และแตกเป็นแผลได้ CDC ระบุว่าต่อมน้ำเหลืองขาหนีบพบในผู้ป่วยน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง ดังนั้นไม่มีต่อมน้ำเหลืองโตจึงไม่ได้ตัดโรคนี้ออก และมีต่อมน้ำเหลืองโตก็ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นแผลริมอ่อน
อาการในผู้ชายและผู้หญิง
ในผู้ชายมักสังเกตแผลบริเวณหนังหุ้มปลาย อวัยวะเพศ หรือร่องระหว่างส่วนต่าง ๆ ของอวัยวะเพศได้ง่ายกว่า ส่วนผู้หญิงอาจมีแผลที่ปากช่องคลอด ช่องคลอด ปากมดลูก หรือรอบทวารหนัก แผลภายในอาจมองไม่เห็นและบางคนไม่มีอาการเลย หากมีอาการอาจรู้สึกแสบขณะปัสสาวะ เจ็บเมื่อมีเพศสัมพันธ์ หรือมีตกขาวได้ แต่ตกขาวไม่ว่าจะสีหรือกลิ่นใดไม่สามารถใช้วินิจฉัยแผลริมอ่อนได้จากลักษณะเดียว
การตรวจวินิจฉัยและโรคที่ต้องแยก
แพทย์ประเมินอะไรบ้าง
การประเมินเริ่มจากถามระยะเวลาที่เริ่มเป็น ตำแหน่งและการเปลี่ยนแปลงของแผล ประวัติการสัมผัสทางเพศ การใช้ถุงยาง การเดินทาง ยาที่ใช้ และอาการร่วม จากนั้นตรวจแผลและคลำต่อมน้ำเหลืองขาหนีบ การตรวจควรทำอย่างสุภาพและเคารพความเป็นส่วนตัว ผู้รับบริการมีสิทธิขอให้ผู้ตรวจอธิบายก่อนทุกขั้นตอน
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
การเพาะเชื้อ H. ducreyi ต้องใช้อาหารเลี้ยงเชื้อเฉพาะที่หาได้ไม่ทั่วไป และ CDC ระบุว่าความไวของการเพาะเชื้อยังต่ำกว่า 80% แม้ใช้สื่อที่เหมาะสม บางห้องปฏิบัติการอาจมีการตรวจ NAAT หรือ PCR ที่พัฒนาขึ้นเอง แต่บริการไม่ได้มีทุกแห่ง จึงควรถามสถานพยาบาลก่อน การตรวจไม่พบเชื้อจากวิธีที่มีข้อจำกัดไม่ได้แปลว่าตัดโรคได้เสมอไปหากอาการยังเข้ากัน [1] [4]
เนื่องจากโรคที่ทำให้เกิดแผลอวัยวะเพศอาจติดร่วมกัน แพทย์อาจเก็บสารคัดหลั่งจากแผลเพื่อตรวจเริม ตรวจซิฟิลิสด้วยการตรวจเลือดและหรือการตรวจจากแผลตามความพร้อม รวมถึงตรวจ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นตามความเสี่ยง หากแผลเรื้อรังผิดปกติหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษา อาจต้องพิจารณาโรคผิวหนัง ภาวะอักเสบที่ไม่ใช่การติดเชื้อ หรือมะเร็งผิวหนัง
แผลที่ดูคล้ายกัน
เริมมักเริ่มจากตุ่มน้ำหรือแผลตื้นหลายแผลและเจ็บแสบ ส่วนซิฟิลิสระยะแรกมักเป็นแผลเดี่ยวที่ไม่เจ็บและมีฐานหรือขอบแข็ง แต่รูปแบบอาจไม่เป็นตำรา จึงต้องตรวจยืนยัน ไม่ควรรอให้ลักษณะชัดขึ้นเอง โรคอื่นที่แพทย์อาจนึกถึง ได้แก่ lymphogranuloma venereum, donovanosis, mpox และโรคผิวหนังบางชนิด หูดหงอนไก่เป็นรอยนูนจาก HPV กลุ่มที่ก่อหูด ซึ่งแตกต่างจากกลุ่ม HPV เสี่ยงมะเร็ง และไม่ใช่ลักษณะเดียวกับแผลริมอ่อน
แนวทางรักษา
ยาปฏิชีวนะต้องเลือกโดยบุคลากรทางการแพทย์
แผลริมอ่อนรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์ต่อ H. ducreyi เมื่อวินิจฉัยและเลือกยาเหมาะสม การรักษาช่วยกำจัดการติดเชื้อ ทำให้อาการดีขึ้น และลดการแพร่เชื้อ แนวทาง CDC ระบุตัวเลือกหลายชนิด เช่น azithromycin, ceftriaxone, ciprofloxacin และ erythromycin แต่การเลือกจริงขึ้นกับการตรวจ ความไวต่อยา โรคร่วม การแพ้ยา การตั้งครรภ์ การให้นมบุตร และแนวทางของพื้นที่ จึงไม่ควรซื้อยามากินเอง ไม่ควรแบ่งยาให้คู่นอน และไม่ควรหยุดยาเมื่อแผลเริ่มดีขึ้นโดยไม่ปรึกษาผู้รักษา [1]
การดูแลก้อนหนองที่ขาหนีบ
หากต่อมน้ำเหลืองกลายเป็นก้อนหนอง แพทย์อาจพิจารณาดูดหรือระบายหนองเพื่อบรรเทาอาการและช่วยให้แผลหาย การเจาะ บีบ หรือกรีดเองเสี่ยงเลือดออก การติดเชื้อเพิ่ม และเกิดแผลเป็น จึงควรให้บุคลากรทางการแพทย์เป็นผู้ทำ
การตอบสนองต่อการรักษา
โดยทั่วไปอาการปวดและการอักเสบควรเริ่มดีขึ้นภายในไม่กี่วันหลังเริ่มยาที่เหมาะสม และมักนัดประเมินซ้ำในช่วง 3–7 วัน แผลขนาดใหญ่หรืออยู่ในตำแหน่งอับชื้นอาจใช้เวลานานกว่า 2 สัปดาห์จึงหายสนิท แม้เชื้อจะถูกกำจัดแล้ว หากไม่ดีขึ้น แผลขยาย มีแผลใหม่ หรือกลับเป็นซ้ำ ต้องแจ้งแพทย์เพื่อทบทวนการวินิจฉัย การติดเชื้อร่วม การใช้ยา การดื้อยา หรือภาวะภูมิคุ้มกัน
การดูแลคู่นอนและการติดตาม
คู่นอนที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยในช่วง 10 วันก่อนเริ่มมีอาการควรได้รับการตรวจและการดูแล แม้ยังไม่มีอาการ เพราะอาจอยู่ในระยะเริ่มต้นหรือมีแผลในตำแหน่งที่มองไม่เห็น ควรแจ้งคู่นอนด้วยวิธีที่ปลอดภัยและไม่กล่าวโทษ สถานพยาบาลหรือคลินิกสุขภาพทางเพศอาจช่วยวางแผนแจ้งคู่นอนแบบรักษาความเป็นส่วนตัวได้
ควรงดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าผู้ป่วยและคู่นอนที่เกี่ยวข้องจะได้รับการประเมินหรือรักษาตามคำแนะนำ และแผลหายดี การใช้ถุงยางอนามัยหลังจากนั้นช่วยลดความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น แต่ไม่แทนการตรวจและไม่ป้องกันแผลที่อยู่นอกบริเวณที่ถุงยางคลุม
ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยควรได้รับคำแนะนำเรื่องการตรวจ HIV และซิฟิลิสตามความเหมาะสม เพราะแผลอวัยวะเพศเพิ่มโอกาสรับหรือแพร่ HIV และโรคอาจเกิดร่วมกันได้ ผู้ติดเชื้อ HIV อาจตอบสนองต่อการรักษาช้ากว่าและต้องติดตามใกล้ชิด [1] [5]
การป้องกันแผลริมอ่อน
- ใช้ถุงยางอนามัยหรือแผ่นกั้นอนามัยให้ถูกต้องทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ และใช้สารหล่อลื่นที่เหมาะสมเพื่อลดการเสียดสีจนเกิดแผล
- หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์เมื่อฝ่ายใดมีแผล ตุ่มหนอง เลือดออก หรือเจ็บผิดปกติบริเวณอวัยวะเพศ จนกว่าจะได้รับการประเมิน
- เข้ารับการตรวจเมื่อมีแผลอวัยวะเพศ แม้แผลจะเล็กหรือหายเอง เพราะการหายของแผลไม่ยืนยันว่าไม่มีการติดเชื้ออื่น
- หากได้รับการวินิจฉัย ให้ทำตามแผนติดตามและแจ้งคู่นอนตามคำแนะนำ ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะค้างเก่าหรือยาของผู้อื่น
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนเฉพาะสำหรับแผลริมอ่อน การป้องกันจึงเน้นลดการสัมผัสแผล การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการรักษาผู้ป่วยกับคู่นอนอย่างเหมาะสม
เมื่อไรควรพบแพทย์
แผล ตุ่มหนอง หรือก้อนเจ็บบริเวณอวัยวะเพศ รอบทวารหนัก หรือในช่องปากหลังมีความเสี่ยง ควรนัดตรวจโดยเร็ว ไม่ควรรอดูอาการหรือทายาเอง โดยเฉพาะเมื่อไม่รู้สาเหตุหรือมีคู่นอนใหม่
สัญญาณที่ควรไปพบแพทย์ด่วน
- มีไข้สูง หนาวสั่น อ่อนเพลียมาก หรือปวดบวมแดงลุกลามอย่างรวดเร็ว
- ปวดมากจนเดิน นั่ง หรือปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะไม่ออก หรือมีเลือดออกมาก
- มีก้อนหนองที่ขาหนีบโตเร็ว นิ่มมาก หรือกำลังจะแตก
- กำลังตั้งครรภ์ ให้นมบุตร มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือมี HIV แล้วพบแผลอวัยวะเพศ
- ใช้ยาตามที่ได้รับแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายในช่วงติดตาม หรือมีแผลใหม่เพิ่ม
หากต้องการอ่านเฉพาะเรื่อง สามารถดู แผลริมอ่อนระยะแรก หรืออ่านการแยกโรคในบทความ แผลริมอ่อนกับเริมและซิฟิลิสต่างกันอย่างไร และแนวทางการดูแลใน แผลริมอ่อนรักษาอย่างไร

