คำตอบสั้น ๆ คือ ควรเข้ารับการประเมิน แม้ยังไม่มีอาการ หากมีเพศสัมพันธ์กับผู้เป็นแผลริมอ่อนในช่วง 10 วันก่อนวันที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการ ตาม แนวทาง CDC Sexually Transmitted Infections Treatment Guidelines 2021 คู่นอนในช่วงเวลานี้ควรได้รับการตรวจและรักษา โดยไม่ขึ้นกับว่ามีแผล เจ็บ หรือก้อนที่ขาหนีบแล้วหรือยัง
ช่วง 10 วันนี้นับย้อนจากวันที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการ ไม่ใช่วันที่ได้รับผลตรวจหรือวันที่เริ่มรักษา หากไม่แน่ใจว่านับอย่างไร ให้บอกวันที่มีเพศสัมพันธ์และวันที่เริ่มมีอาการแก่ผู้ให้บริการ การอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นเหตุผลให้ไปประเมิน ไม่ได้แปลว่าคู่นอนต้องเป็นโรคแน่นอน

ทำไมไม่มีอาการก็ยังควรไปตรวจ
แผลริมอ่อนเกิดจากแบคทีเรีย Haemophilus ducreyi และอาจแพร่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ข้อมูลของ กรมควบคุมโรค ระบุว่าผู้หญิงจำนวนมากอาจไม่ปรากฏอาการ โดยเฉพาะเมื่อแผลอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นได้ยาก ดังนั้นการไม่มีแผลหรือไม่เจ็บจึงไม่ใช่หลักฐานเพียงพอว่าไม่มีการติดเชื้อ
การดูแลคู่นอนมีเป้าหมายเพื่อค้นหาโรคตั้งแต่ยังไม่รุนแรง ลดโอกาสแพร่เชื้อต่อ และช่วยประเมินโรคอื่นที่ทำให้เกิดแผลอวัยวะเพศได้ การเริ่มมีอาการของแต่ละคนไม่สามารถใช้ตัดสินว่าใครติดจากใคร หรือใช้พิสูจน์ความซื่อสัตย์ของคู่นอนได้
เมื่อรู้ว่าคู่นอนเป็นแผลริมอ่อน ควรทำอะไร
- ติดต่อคลินิกโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรงพยาบาล หรือสถานพยาบาลที่รับตรวจ STI แล้วแจ้งว่าคู่นอนได้รับการวินิจฉัยหรือกำลังประเมินแผลริมอ่อน พร้อมแจ้งช่วงเวลาที่มีเพศสัมพันธ์
- ระหว่างรอคำแนะนำ ควรหลีกเลี่ยงเพศสัมพันธ์หรือการสัมผัสแผล และทำตามคำแนะนำของผู้ให้บริการจนทั้งสองฝ่ายได้รับการประเมินและดูแล แนวทางยุโรปของ IUSTI ปี 2017 ก็เน้นการติดตามและดูแลคู่นอนร่วมกัน
- อย่าแบ่งยาปฏิชีวนะของผู้ป่วยมาใช้เอง และอย่าซื้อยากินเพราะเห็นว่าอาการคล้ายกัน การเลือกยาต้องพิจารณาผลประเมิน การตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ประวัติสุขภาพ และแนวทางในพื้นที่
ไปตรวจแล้วอาจประเมินอะไรบ้าง
ผู้ให้บริการจะซักประวัติการสัมผัส ตรวจผิวหนังและอวัยวะเพศ รวมถึงคลำต่อมน้ำเหลืองขาหนีบตามความเหมาะสม หากมีแผลหรืออาการอื่น อาจเก็บตัวอย่างจากรอยโรคและตรวจหาโรคที่มีลักษณะคล้ายกัน เช่น เริมและซิฟิลิส รวมถึงพิจารณาการตรวจ STI อื่นตามความเสี่ยงและบริการที่มี
การยืนยันแผลริมอ่อนด้วยการเพาะเชื้อ H. ducreyi ต้องใช้อาหารเลี้ยงเชื้อเฉพาะซึ่งหาได้ไม่ทั่วไป และ CDC ระบุว่าความไวของการเพาะเชื้อยังจำกัด การตรวจ NAAT หรือ PCR อาจมีเฉพาะบางห้องปฏิบัติการ จึงไม่ควรคาดหวังว่าทุกคนจะได้ตรวจด้วยวิธีเดียวกัน หรือสรุปจากหน้าตาแผลเพียงอย่างเดียว
แนวทาง WHO ปี 2021 ครอบคลุมกลุ่มอาการแผลอวัยวะเพศและระบุว่าการจัดการตามกลุ่มอาการยังมีบทบาทในพื้นที่ที่การตรวจทางห้องปฏิบัติการเข้าถึงยาก นั่นหมายความว่าผู้ให้บริการอาจใช้ข้อมูลจากประวัติและการตรวจร่างกายร่วมกับการตรวจที่มีอยู่ เพื่อวางแผนดูแล ไม่ใช่ให้ผู้รับบริการวินิจฉัยตนเองจากรูปแผล
ถ้ามีอาการเหล่านี้ อย่ารอให้หายเอง
ควรไปตรวจโดยเร็วหากมีแผลหรือตุ่มหนองที่อวัยวะเพศ แผลเจ็บมาก เลือดออกง่าย ก้อนหรือบวมที่ขาหนีบ ปัสสาวะแสบขัด เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือตกขาวผิดปกติ อาการเหล่านี้อาจเกิดจากแผลริมอ่อนหรือโรคอื่นได้ จึงไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์วินิจฉัยด้วยตนเอง
หากมีไข้สูง ปวดบวมมาก แผลลุกลาม เลือดออกมาก ปัสสาวะไม่ออก หรือมีก้อนหนองที่ขาหนีบ ควรไปสถานพยาบาลเร็วตามความรุนแรง ผู้ที่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่องควรแจ้งผู้ให้บริการตั้งแต่ต้น เพื่อให้ประเมินและเลือกแนวทางที่เหมาะสม
สิ่งที่ควรรู้เรื่องการรักษา
แผลริมอ่อนรักษาได้ด้วยยาต้านแบคทีเรียเมื่อประเมินและเลือกการรักษาอย่างเหมาะสม แต่ไม่ควรนำยาของผู้ป่วยมาแบ่งกัน เพราะยาบางชนิดมีข้อควรระวังในช่วงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร และผู้ที่มี HIV อาจตอบสนองต่อการรักษาช้ากว่า CDC แนะนำให้ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยแผลริมอ่อนตรวจ HIV ด้วย ส่วนคู่นอนควรพูดคุยกับผู้ให้บริการว่าควรตรวจอะไรตามความเสี่ยงของตน
หลังเริ่มการรักษา ผู้ป่วยควรได้รับการติดตาม หากอาการไม่ดีขึ้นอาจต้องทบทวนการวินิจฉัย โรคร่วม การใช้ยาตามคำแนะนำ หรือปัจจัยอื่น การที่คู่นอนไม่มีอาการไม่ได้ทำให้ควรข้ามการประเมิน และการที่ผู้ป่วยเริ่มดีขึ้นก็ไม่ได้เป็นเหตุให้หยุดการดูแลคู่นอนเอง
อ่านเรื่องแผลริมอ่อนต่อ
ดูภาพรวมเรื่อง แผลริมอ่อนคืออะไร อาการ สาเหตุ วิธีตรวจ และแนวทางรักษา เพื่อทำความเข้าใจโรคและการตรวจในภาพรวม โดยบทความนี้เน้นเฉพาะการจัดการคู่นอนที่ยังไม่มีอาการ
อ่านเพิ่มเติมในบทความภาพรวมของหมวดนี้เพื่อทำความเข้าใจอาการ การตรวจ และการดูแลที่เกี่ยวข้อง
มีข้อสงสัย คุยต่อได้
มีคำถามเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศหรืออยากเข้าใจข้อมูลเพิ่มเติม? สามารถปรึกษาเรื่องสุขภาพผ่าน LINEได้อย่างเป็นส่วนตัว เลือกคุยเรื่องที่คุณอยากสอบถามได้เลย



