ตกขาวมีเลือดปนหรือมีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ไม่ควรใช้สีเลือด กลิ่น หรือการเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวตัดสินว่าเป็นโรคอะไร เพราะเลือดอาจเกี่ยวกับการระคายเคือง ช่องคลอดหรือปากมดลูก การติดเชื้อ การตั้งครรภ์ หรือสาเหตุอื่นได้ NHS แนะนำให้ตรวจเมื่อมีเลือดออกระหว่างรอบเดือนหรือหลังมีเพศสัมพันธ์ แม้หลายสาเหตุจะไม่รุนแรงก็ตาม

เลือดปนหลังมีเพศสัมพันธ์อาจเกิดจากอะไร
สาเหตุที่เป็นไปได้มีตั้งแต่การเสียดสีหรือช่องคลอดแห้ง การเปลี่ยนแปลงที่ผิวปากมดลูก เช่น cervical ectropion ติ่งเนื้อที่ปากมดลูก การเปลี่ยนแปลงจากฮอร์โมนหรือการคุมกำเนิด ไปจนถึงการอักเสบของปากมดลูกจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น chlamydia, gonorrhea หรือ trichomoniasis นอกจากนี้ยังต้องนึกถึงการตั้งครรภ์ และความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกที่พบได้น้อยกว่า เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็ง แต่เป็นเหตุผลที่ควรตรวจให้ทราบต้นเหตุ แนวทาง CDC ระบุว่า cervicitis อาจทำให้ตกขาวผิดปกติและเลือดออกระหว่างรอบ โดยเฉพาะหลังมีเพศสัมพันธ์
ก่อนตรวจ ควรแยกให้ได้ว่าเลือดเกิดตรงกับประจำเดือนหรือไม่ ออกหลังการสอดใส่ทุกครั้งหรือเป็นบางครั้ง ปริมาณมากขึ้นหรือไม่ และมีอาการร่วม เช่น ปวดท้องน้อย เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ คัน แสบ กลิ่นเปลี่ยน ปัสสาวะแสบ ไข้ หรือเวียนศีรษะหรือเปล่า หากไม่แน่ใจว่าเลือดมาจากช่องคลอด ปัสสาวะ หรือทวารหนัก ให้บอกบุคลากรทางการแพทย์ตรง ๆ เพราะการตรวจจะต่างกัน
เริ่มจากซักประวัติและตรวจร่างกาย
ผู้ตรวจมักถามวันแรกของประจำเดือนครั้งล่าสุด รูปแบบและปริมาณเลือด โอกาสตั้งครรภ์ วิธีคุมกำเนิด ยาที่ใช้อยู่ ประวัติการตรวจคัดกรองปากมดลูก และอาการติดเชื้อ รวมถึงประวัติทางเพศที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยง STI ข้อมูลเหล่านี้ช่วยเลือกการตรวจที่จำเป็น ไม่ได้หมายความว่าผู้ถามกำลังตัดสินความสัมพันธ์หรือความซื่อสัตย์ของคุณ
การตรวจอาจดูบริเวณภายนอกและใช้เครื่องมือเปิดช่องคลอดเพื่อดูผนังช่องคลอดและปากมดลูก ว่ามีแหล่งเลือด แผล ติ่งเนื้อ การอักเสบ หรือสารคัดหลั่งผิดปกติหรือไม่ บางคนอาจต้องตรวจภายในแบบใช้นิ้วเพื่อประเมินมดลูกและอวัยวะข้างเคียง โดยเฉพาะเมื่อมีอาการปวด การตรวจแต่ละอย่างควรอธิบายเหตุผลและทำเท่าที่จำเป็น หากกังวลเรื่องความเจ็บหรือความเป็นส่วนตัว ควรบอกผู้ตรวจได้
การตรวจที่มักพิจารณา
1. ตรวจการตั้งครรภ์เมื่อมีโอกาส
หากประจำเดือนขาดหรือมาช้า มีเพศสัมพันธ์ที่อาจทำให้ตั้งครรภ์ได้ หรือยังไม่แน่ใจ ผู้ให้บริการอาจตรวจปัสสาวะหรือเลือดตามความเหมาะสม การตรวจนี้สำคัญเพราะเลือดออกในช่วงตั้งครรภ์ต้องประเมินต่างจากเลือดออกทั่วไป หากสงสัยตั้งครรภ์ร่วมกับปวดท้องน้อยมาก หน้ามืด หรือเลือดออกผิดปกติ ควรไปพบแพทย์ด่วน
2. ตรวจช่องคลอดและปากมดลูก
การตรวจด้วยเครื่องมือเปิดช่องคลอดช่วยหาว่าเลือดมาจากผิวช่องคลอด ปากมดลูก หรือมีสารคัดหลั่งและรอยโรคที่ควรตรวจต่อหรือไม่ ไม่ใช่ทุกคนที่มีเลือดปนจะต้องทำหัตถการหลายชนิด และการตรวจภายในอย่างเดียวก็ไม่สามารถยืนยันว่าเป็น STI หรือมะเร็งได้
3. ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ตามความเสี่ยงและลักษณะการตรวจ
ถ้าพบปากมดลูกอักเสบ มีตกขาวผิดปกติ หรือมีความเสี่ยง STI ผู้ให้บริการอาจตรวจ chlamydia และ gonorrhea ด้วย NAAT จากปัสสาวะหรือสิ่งส่งตรวจจากช่องคลอด/ปากมดลูก รวมถึงตรวจ trichomoniasis ด้วยวิธีที่มีอยู่ในสถานพยาบาล เช่น NAAT หรือการตรวจอื่นตามบริบท ผู้ที่ได้รับการประเมินว่าเป็น cervicitis อาจได้รับคำแนะนำให้ตรวจ HIV และซิฟิลิสเพิ่มเติมตามความเสี่ยงและแนวทางของสถานพยาบาล CDC แนะนำให้ประเมิน PID และตรวจ chlamydia/gonorrhea รวมทั้งประเมิน BV และ trichomoniasis ในผู้ที่มี cervicitis
4. ตรวจตกขาวเมื่อมีคัน แสบ กลิ่น หรือสารคัดหลั่งเปลี่ยน
การตรวจที่อาจใช้ ได้แก่ วัด pH ตรวจ KOH และส่องกล้องจุลทรรศน์จากตัวอย่างตกขาว หรือใช้ NAAT/culture ตามข้อบ่งชี้ pH ที่สูงกว่า 4.5 พบได้บ่อยใน BV หรือ trichomoniasis แต่ไม่จำเพาะ และผลส่องกล้องที่ไม่พบเชื้อก็ไม่ได้ตัดการติดเชื้อออกทั้งหมด จึงไม่ควรซื้อยาจากการเดาโรคเอง CDC ระบุว่าประวัติอย่างเดียวไม่พอสำหรับวินิจฉัย vaginitis อย่างแม่นยำ และควรใช้การตรวจร่างกายกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการตามความเหมาะสม
5. ตรวจคัดกรองปากมดลูกเมื่อถึงกำหนดหรือมีข้อบ่งชี้
การตรวจ HPV หรือเซลล์ปากมดลูกควรเป็นไปตามอายุ ความเสี่ยง และโปรแกรมคัดกรองของพื้นที่ การคัดกรองมีเป้าหมายค้นหาความผิดปกติระยะก่อนเป็นมะเร็ง ไม่ใช่การตรวจแทนการประเมินเลือดออกที่กำลังเกิดขึ้น หากปากมดลูกดูผิดปกติ เลือดยังออกซ้ำ หรือผลตรวจเบื้องต้นไม่อธิบายอาการ อาจส่งต่อสูตินรีแพทย์เพื่อพิจารณา colposcopy หรือการตรวจอื่นตามผลตรวจ WHO อธิบายว่าการคัดกรองปากมดลูกเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันมะเร็งและต้องเชื่อมต่อกับการประเมินและรักษาเมื่อพบความผิดปกติ
ถ้าผลเบื้องต้นยังไม่ทราบสาเหตุ
หากเลือดออกเป็นซ้ำ ตรวจพบสิ่งผิดปกติ หรืออาการไม่สอดคล้องกับผลตรวจ อาจพิจารณาอัลตราซาวนด์ การตรวจ colposcopy หรือ hysteroscopy ตามตำแหน่งที่สงสัยและประวัติของแต่ละคน NHS ระบุว่าการตรวจเพิ่มเติมเหล่านี้ใช้เมื่อจำเป็น ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องทำทั้งหมด การตรวจซ้ำหรือการส่งต่อไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็ง แต่ช่วยไม่ให้มองข้ามสาเหตุที่ยังไม่ชัดเจน
ระหว่างรอไปตรวจ
จดวันและช่วงเวลาที่มีเลือด ปริมาณโดยประมาณ ความสัมพันธ์กับการมีเพศสัมพันธ์และรอบเดือน รวมถึงอาการร่วม เพื่อนำไปบอกผู้ตรวจ หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอดและผลิตภัณฑ์มีกลิ่นหอม เพราะอาจระคายเคืองและรบกวนการประเมิน หากมีเพศสัมพันธ์แล้วเจ็บหรือมีเลือดออกซ้ำ ควรหยุดกิจกรรมนั้นชั่วคราวจนได้รับคำแนะนำ และไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อรามาใช้เอง
เมื่อใดควรไปพบแพทย์ด่วน
- เลือดออกมากขึ้นอย่างชัดเจน หรือมีอาการหน้ามืด อ่อนแรง ใจสั่น หรือเป็นลม
- ปวดท้องน้อยมาก ปวดข้างเดียว ไข้ หรืออาการทรุดลง
- ประจำเดือนขาดหรือมีโอกาสตั้งครรภ์ร่วมกับเลือดออกหรือปวดท้อง
- กำลังตั้งครรภ์แล้วมีเลือดออก หรือไม่แน่ใจว่าเลือดที่ออกเกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์หรือไม่
หากไม่มีสัญญาณฉุกเฉิน แต่เลือดออกระหว่างรอบหรือหลังมีเพศสัมพันธ์เกิดซ้ำ ควรนัดตรวจในเร็ว ๆ นี้ การรักษาจะขึ้นกับสาเหตุที่พบ เช่น การติดเชื้อ การระคายเคือง ความผิดปกติของปากมดลูก หรือสาเหตุจากมดลูก จึงไม่ควรใช้ยาแทนการตรวจ และหากพบ STI สถานพยาบาลจะอธิบายเรื่องการตรวจหรือดูแลคู่นอนเพื่อลดการติดซ้ำ
อ่านเพิ่มเติมในบทความภาพรวมของหมวดนี้เพื่อทำความเข้าใจอาการ การตรวจ และการดูแลที่เกี่ยวข้อง
มีข้อสงสัย คุยต่อได้
มีคำถามเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศหรืออยากเข้าใจข้อมูลเพิ่มเติม? สามารถปรึกษาเรื่องสุขภาพผ่าน LINEได้อย่างเป็นส่วนตัว เลือกคุยเรื่องที่คุณอยากสอบถามได้เลย




