ข้ามไปยังเนื้อหา
ความรู้สุขภาพทางเพศที่อ่านแล้วเข้าใจข้อมูลเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่การวินิจฉัยเฉพาะบุคคล
เริม

HSV-1 กับ HSV-2 ต่างกันอย่างไร และเกิดที่อวัยวะเพศได้ทั้งคู่ไหม

HSV-1 และ HSV-2 เป็นไวรัสเริมคนละชนิด ไม่ใช่ชื่อเรียกตามตำแหน่งที่เป็น ทั้งคู่ทำให้เกิดเริมที่อวัยวะเพศได้ โดย HSV-1 มักเกี่ยวข้องกับเริมที่ปากและอาจแพร่สู่อวัยวะเพศผ่าน oral sex ส่วน HSV-2 มักเกี่ยวข้องกับเริมที่อวัยวะเพศและมีโอกาสกลับเป็นซ้ำหรือปล่อยเชื้อบริเวณนั้นบ่อยกว่า การแยกชนิดควรอาศัยการตรวจจากรอยโรคเมื่อมี ไม่ควรสรุปจากตำแหน่งหรือหน้าตาแผลเพียงอย่างเดียว

อยากถามให้ชัดขึ้น?

มีข้อสงสัย ค่อย ๆ คุยกันได้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศผ่าน LINE ได้อย่างเป็นส่วนตัว เลือกคุยเรื่องที่คุณอยากเข้าใจเพิ่มเติมได้เลย

ปรึกษาเรื่องสุขภาพผ่าน LINE

คำตอบสั้น ๆ คือ เกิดที่อวัยวะเพศได้ทั้ง HSV-1 และ HSV-2 คำว่า HSV-1 หรือ HSV-2 บอกชนิดของไวรัส ไม่ได้บอกตำแหน่งที่ติดเชื้อเสมอไป ดังนั้นเริมที่อวัยวะเพศจึงไม่ได้หมายความว่าต้องเป็น HSV-2 เท่านั้น และการมีเริมที่ปากก็ไม่ได้ยืนยันจากตำแหน่งเพียงอย่างเดียวว่าเป็น HSV-1 เสมอไป ข้อมูลของ CDC และ WHO ระบุว่าทั้งสองชนิดก่อเริมที่อวัยวะเพศได้

อินโฟกราฟิกสรุป: HSV-1 กับ HSV-2 ต่างกันอย่างไร และเกิดที่อวัยวะเพศได้ทั้งคู่ไหม พร้อมข้อควรระวังและแหล่งข้อมูล
ภาพสรุปประกอบบทความ: HSV-1 กับ HSV-2 ต่างกันอย่างไร และเกิดที่อวัยวะเพศได้ทั้งคู่ไหม — ข้อมูลทั่วไป ไม่แทนการตรวจวินิจฉัย อ่านรายละเอียดและแหล่งอ้างอิงในเนื้อหาด้านล่าง

HSV-1 กับ HSV-2 ต่างกันตรงไหน

ทั้งสองชนิดอยู่ในกลุ่ม herpes simplex virus และอาจทำให้เกิดตุ่มน้ำหรือแผลเจ็บบริเวณปาก อวัยวะเพศ หรือรอบทวารหนักได้ แต่โดยภาพรวม HSV-1 มักแพร่จากบริเวณปากและเป็นสาเหตุหลักของเริมที่ปาก ขณะที่ HSV-2 มักแพร่ผ่านการสัมผัสทางเพศและเป็นสาเหตุหลักของเริมที่อวัยวะเพศ ความแตกต่างนี้เป็นแนวโน้มทางระบาดวิทยา ไม่ใช่กฎที่ใช้ตัดสินผู้ติดเชื้อแต่ละคน

HSV-1 จากปากสามารถแพร่ไปยังอวัยวะเพศได้เมื่อมี oral-genital contact หรือการสัมผัสปากกับอวัยวะเพศ โดยอาจเกิดจากผู้แพร่เชื้อที่มีแผลหรือไม่มีอาการให้เห็นก็ได้ ส่วน HSV-2 มักแพร่จากผิวหนังหรือเยื่อบุบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนักระหว่างการสัมผัสทางเพศ ทั้งนี้การแพร่เชื้อไม่ได้พิสูจน์ว่าใครเป็นผู้แพร่หรือได้รับเชื้อเมื่อใด เพราะอาการอาจไม่ปรากฏทันทีและเชื้ออาจถูกปล่อยจากผิวหนังที่ดูปกติ

ทั้งสองชนิดเกิดที่อวัยวะเพศได้ไหม

ได้ทั้งคู่ หากเป็น HSV-1 ที่อวัยวะเพศ มักเกี่ยวข้องกับการรับเชื้อจากบริเวณปากผ่าน oral sex และหลายคนมีการกลับเป็นซ้ำน้อยกว่าผู้ที่เป็น HSV-2 ที่อวัยวะเพศ ส่วน genital HSV-2 มีแนวโน้มกลับเป็นซ้ำและมีการปล่อยเชื้อโดยไม่มีอาการบ่อยกว่า genital HSV-1 จึงมีความสำคัญต่อการพูดคุยเรื่องการติดตามอาการและการลดความเสี่ยงกับคู่นอน อย่างไรก็ตามความถี่จริงแตกต่างกันในแต่ละคน และไม่ควรใช้แนวโน้มนี้ทำนายอาการของคนใดคนหนึ่ง

อาการของทั้งสองชนิดซ้อนกันมาก เช่น คัน แสบ หรือเสียวซ่าก่อนมีตุ่มน้ำ ตุ่มแตกเป็นแผลเจ็บ และบางคนอาจมีไข้ ปวดเมื่อย หรือต่อมน้ำเหลืองโตในช่วงครั้งแรก แต่หลายคนไม่มีอาการหรือมีอาการน้อยมาก แผลที่ดูคล้ายกันจึงไม่สามารถบอกชนิดไวรัสได้จากภาพ สี ขนาด หรือตำแหน่งเพียงอย่างเดียว การมีตุ่มหรือแผลบริเวณอวัยวะเพศครั้งแรกควรให้บุคลากรทางการแพทย์ประเมิน ไม่ควรพยายามวินิจฉัยเอง

ตรวจแยก HSV-1 กับ HSV-2 อย่างไร

ถ้ามีตุ่มหรือแผลที่ยังสด บุคลากรทางการแพทย์อาจเก็บตัวอย่างจากรอยโรคเพื่อตรวจหาไวรัสด้วยการตรวจแบบ NAAT หรือ PCR และระบุชนิดว่าเป็น HSV-1 หรือ HSV-2 การตรวจจากรอยโรคช่วยตอบคำถามเรื่องชนิดและตำแหน่งได้ตรงกว่า จึงควรไปตรวจขณะที่ยังมีรอยโรคถ้าทำได้ แนวทาง CDC Sexually Transmitted Infections Treatment Guidelines, 2021 ระบุว่าการวินิจฉัยจากลักษณะทางคลินิกเพียงอย่างเดียวทำได้ยาก และควรยืนยันด้วยการตรวจจากรอยโรคเมื่อมี

การตรวจเลือดแบบจำเพาะต่อชนิดอาจมีบทบาทในบางกรณีที่ไม่มีรอยโรคหรือผลตรวจจากรอยโรคไม่ตอบคำถาม แต่ผลเลือดบอกไม่ได้ว่าเชื้ออยู่ที่ปากหรืออวัยวะเพศ และบอกไม่ได้ว่าได้รับเชื้อจากใครหรือเมื่อใด โดยเฉพาะผลบวกต่อ HSV-1 เพียงอย่างเดียวไม่สามารถแยกตำแหน่งติดเชื้อได้ CDC จึงไม่แนะนำการตรวจเลือดหาเริมเป็นกิจวัตรในคนทั่วไปที่ไม่มีอาการ และไม่แนะนำการตรวจ HSV IgM การเลือกตรวจควรคุยถึงประโยชน์และข้อจำกัดกับผู้ให้บริการ โดยดูข้อมูลจากหน้า CDC เรื่องการตรวจเริม

ถ้าตรวจพบแล้ว ดูแลและลดการแพร่เชื้ออย่างไร

เริมยังไม่มีวิธีกำจัดไวรัสออกจากร่างกายให้หายขาด แต่ยาต้านไวรัสที่แพทย์พิจารณาให้สามารถช่วยลดระยะเวลาหรือความรุนแรงของอาการ และบางคนอาจเหมาะกับการรักษาเพื่อลดการกลับเป็นซ้ำหรือช่วยลดโอกาสแพร่เชื้อ การเริ่มยา ชนิดยา และรูปแบบการรักษาต้องประเมินตามอาการ สุขภาพ และชนิดของ HSV จึงไม่ควรซื้อยาหรือปรับยาเอง

ในช่วงที่มีแสบ คัน ตุ่ม หรือแผล ควรงด oral, vaginal และ anal sex จนกว่าอาการและแผลจะหายสนิท การใช้ถุงยางหรือแผ่นกั้นอย่างสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่ไม่ตัดความเสี่ยงทั้งหมด เพราะผิวหนังที่ปล่อยเชื้ออาจอยู่นอกบริเวณที่ปกคลุม ควรพูดคุยกับคู่นอนอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช้ sex toy ร่วมกันโดยไม่ทำความสะอาดหรือเปลี่ยนถุงยาง และล้างมือหลังสัมผัสแผลเพื่อไม่ให้เชื้อไปยังดวงตาหรือบริเวณอื่น

หากกำลังตั้งครรภ์หรือวางแผนตั้งครรภ์และมีประวัติเริม มีอาการใหม่ หรือสงสัยว่าได้รับเชื้อ ควรแจ้งผู้ดูแลครรภ์ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการครั้งแรกในช่วงครึ่งหลังของครรภ์หรือใกล้คลอด เพราะการติดเชื้อใหม่ใกล้คลอดเพิ่มความเสี่ยงต่อทารก การวางแผนตรวจ การใช้ยา และวิธีคลอดต้องทำร่วมกับทีมดูแล ไม่ควรเริ่มหรือหยุดยาเอง

เมื่อไรควรไปพบแพทย์

ควรไปพบแพทย์เมื่อมีตุ่มหรือแผลบริเวณอวัยวะเพศเป็นครั้งแรก แผลลุกลามหรือเจ็บมาก อาการไม่ดีขึ้น ปัสสาวะไม่ออก หรือมีไข้สูง ปวดศีรษะมาก คอแข็ง สับสน ตาแดง หรือเจ็บตา ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องและผู้ที่ตั้งครรภ์ควรขอคำแนะนำเร็วขึ้น อาการเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเป็น HSV แน่นอน แต่เป็นเหตุผลให้ตรวจและประเมินสาเหตุอื่นที่อาจมีอาการคล้ายกันด้วย

บทความนี้ใช้ CDC Sexually Transmitted Infections Treatment Guidelines, 2021 และเอกสารข้อมูล WHO, 2025 ร่วมกับหน้าให้ความรู้และการตรวจของ CDC โดยตรวจแหล่งข้อมูลวันที่ 2026-11-06 รายละเอียดแนวทางอาจมีการปรับปรุง จึงควรให้ผู้ตรวจทานทางการแพทย์ประเมินก่อนนำไปใช้เป็นคำแนะนำเฉพาะบุคคล

อ่านภาพรวมเรื่องอาการ การติดต่อ การรักษา และการป้องกันได้ที่ คู่มือเริมฉบับรวม

อ่านเพิ่มเติมในบทความภาพรวมของหมวดนี้เพื่อทำความเข้าใจอาการ การตรวจ และการดูแลที่เกี่ยวข้อง

มีข้อสงสัย คุยต่อได้

มีคำถามเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศหรืออยากเข้าใจข้อมูลเพิ่มเติม? สามารถปรึกษาเรื่องสุขภาพผ่าน LINEได้อย่างเป็นส่วนตัว เลือกคุยเรื่องที่คุณอยากสอบถามได้เลย

คำถามที่พบบ่อย

HSV-1 ทำให้เป็นเริมที่อวัยวะเพศได้ไหม

ได้ HSV-1 จากบริเวณปากอาจแพร่สู่อวัยวะเพศผ่าน oral sex และทำให้เกิด genital herpes ได้ จึงไม่ควรใช้ตำแหน่งที่เป็นสรุปชนิดไวรัส

HSV-2 เป็นที่ปากได้ไหม

เป็นไปได้ แม้ HSV-2 มักเกี่ยวข้องกับอวัยวะเพศมากกว่า ชนิดไวรัสและตำแหน่งติดเชื้อเป็นคนละเรื่อง การตรวจจึงสำคัญกว่าการเดาจากตำแหน่งหรือหน้าตาแผล

HSV-1 กับ HSV-2 ดูจากแผลต่างกันไหม

ดูจากแผลเพียงอย่างเดียวแยกไม่ได้แน่นอน อาการของทั้งสองชนิดซ้อนกัน และหลายคนไม่มีอาการ หากมีรอยโรคควรให้บุคลากรทางการแพทย์เก็บตัวอย่างจากแผลเพื่อตรวจและระบุชนิด

ผลเลือด HSV-1 บอกได้ไหมว่าเป็นเริมที่อวัยวะเพศ

โดยทั่วไปบอกไม่ได้ เพราะผลเลือด HSV-1 ไม่ระบุตำแหน่งติดเชื้อและไม่บอกว่าได้รับเชื้อเมื่อใด การตรวจจากรอยโรคเมื่อมีมักตอบคำถามเรื่อง genital HSV-1 ได้ตรงกว่า และควรปรึกษาผู้ให้บริการเรื่องข้อจำกัดของผลตรวจ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. About Genital Herpes Centers for Disease Control and Prevention (CDC) · 2024 · ตรวจสอบ 2026-11-06
  2. Herpes simplex virus World Health Organization (WHO) · 2025 · ตรวจสอบ 2026-11-06
  3. Sexually Transmitted Infections Treatment Guidelines, 2021: Genital Herpes Centers for Disease Control and Prevention (CDC) · 2021 · ตรวจสอบ 2026-11-06
  4. Screening for Genital Herpes Centers for Disease Control and Prevention (CDC) · 2024 · ตรวจสอบ 2026-11-06
อยากถามให้ชัดขึ้น?

มีข้อสงสัย ค่อย ๆ คุยกันได้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศผ่าน LINE ได้อย่างเป็นส่วนตัว เลือกคุยเรื่องที่คุณอยากเข้าใจเพิ่มเติมได้เลย

ปรึกษาเรื่องสุขภาพผ่าน LINE
ปรึกษาเรื่องสุขภาพผ่าน LINE