หนองในแท้กับหนองในเทียมไม่ใช่โรคเดียวกัน แม้ทั้งคู่จะทำให้แสบเวลาปัสสาวะ มีสารคัดหลั่ง หรือแทบไม่มีอาการได้ ความต่างที่สำคัญคือเชื้อสาเหตุและแนวทางรักษา จึงไม่ควรเดาจากสีของหนองหรือซื้อยามาใช้เอง หากมีความเสี่ยงหรือมีอาการควรรับการประเมินและตรวจจากบุคลากรทางการแพทย์
CDC ระบุว่าหนองใน (gonorrhea) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ติดได้ที่อวัยวะเพศ ทวารหนัก และคอ ส่วน WHO ระบุว่า chlamydia เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อีกชนิดหนึ่ง ดังนั้นคำว่า “หนองในเทียม” ไม่ได้แปลว่าเป็นหนองในแท้ชนิดเบากว่า

คำว่า “หนองในแท้” และ “หนองในเทียม” หมายถึงอะไร
หนองในแท้หมายถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ซึ่งอาจเกิดที่อวัยวะเพศ ท่อปัสสาวะ ปากมดลูก คอ หรือทวารหนักได้ เชื้ออาจติดต่อผ่านเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปากกับผู้ที่มีเชื้อ
หนองในเทียมเป็นคำที่ใช้ในภาษาไทยทั่วไปเพื่อสื่อถึงภาวะท่อปัสสาวะหรือบริเวณสืบพันธุ์อักเสบที่ไม่ได้เกิดจาก N. gonorrhoeae โดยอาจเกี่ยวข้องกับเชื้อ Chlamydia trachomatis หรือเชื้ออื่น คำนี้จึงไม่ใช่ชื่อของเชื้อเพียงชนิดเดียว ขณะที่ WHO ระบุชัดว่า chlamydia เกิดจากแบคทีเรีย C. trachomatis
จุดต่างที่ควรรู้ แม้อาการจะคล้ายกัน
1. เชื้อคนละชนิด และยาที่ใช้ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน
หนองในแท้เกิดจาก N. gonorrhoeae ส่วน chlamydia เกิดจาก C. trachomatis การตรวจพบเชื้อจึงมีผลต่อการเลือกการรักษา ไม่ควรคิดว่ามีหนองแล้วต้องใช้ยาชนิดเดียวกันทุกกรณี โดยเฉพาะหนองในแท้ที่มีปัญหาเชื้อดื้อยาเพิ่มขึ้น แนวทางจึงให้ผู้ให้บริการพิจารณาผลตรวจ ตำแหน่งติดเชื้อ การแพ้ยา การตั้งครรภ์ และความเสี่ยงดื้อยาร่วมกัน
2. อาการทับซ้อนและอาจไม่มีอาการ
ทั้งสองโรคอาจทำให้แสบหรือขัดเวลาปัสสาวะ มีสารคัดหลั่งจากอวัยวะเพศ เจ็บบริเวณอัณฑะ หรือมีอาการทางทวารหนักได้ ผู้หญิงจำนวนมากอาจไม่มีอาการหรือมีอาการไม่ชัดเจน ส่วนการติดเชื้อที่คอมักไม่แสดงอาการ ข้อมูลจาก CDC เรื่อง chlamydia และ CDC เรื่อง gonorrhea จึงไม่สนับสนุนการใช้แค่อาการเพื่อฟันธงว่าเป็นโรคใด
- มีหนองหรือสารคัดหลั่ง ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นหนองในแท้
- ไม่มีอาการ ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีเชื้อหรือไม่แพร่ต่อ
- สี กลิ่น หรือปริมาณสารคัดหลั่ง ไม่ใช่การตรวจแยกเชื้อ
3. เวลาที่เริ่มมีอาการใช้แยกโรคไม่ได้
บางคนที่เป็นหนองในแท้อาจมีอาการในช่วงไม่นานหลังรับเชื้อ ขณะที่ chlamydia อาจไม่มีอาการหรือแสดงอาการช้ากว่า แต่ช่วงเวลาจะแตกต่างกันในแต่ละคนและขึ้นกับตำแหน่งติดเชื้อ การนับวันจากครั้งที่มีเพศสัมพันธ์จึงใช้ยืนยันโรคหรือบอกว่าใครเป็นผู้แพร่เชื้อไม่ได้
การตรวจแบบไหนจึงแยกหนองในแท้กับหนองในเทียมได้
การแยกต้องใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่ดูจากอาการ แพทย์หรือคลินิกอาจใช้การตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อ หรือ NAAT จากปัสสาวะช่วงแรกและใช้ swab จากช่องคลอด ปากมดลูก ท่อปัสสาวะ คอ หรือทวารหนักตามตำแหน่งที่สัมผัสและอาการ แนวทาง CDC STI Treatment Guidelines ปี 2021 ระบุว่าการเลือกตัวอย่างควรสอดคล้องกับตำแหน่งติดเชื้อและประวัติทางเพศ
หากสงสัยว่ารักษาไม่สำเร็จหรืออาจมีเชื้อหนองในดื้อยา ผู้ให้บริการอาจพิจารณาเพาะเชื้อและทดสอบความไวต่อยา เพราะ NAAT บอกการมีสารพันธุกรรมของเชื้อได้ดี แต่ไม่ได้บอกความไวต่อยาทุกชนิด การมีประวัติเพศสัมพันธ์ทางปากหรือทางทวารหนักจึงควรบอกอย่างตรงไปตรงมา เพื่อไม่ให้ตรวจเฉพาะปัสสาวะจนพลาดตำแหน่งอื่น
หลักการรักษาและการดูแลต่างกันอย่างไร
ทั้งหนองในแท้และ chlamydia รักษาได้เมื่อได้รับการรักษาที่เหมาะสม แต่ไม่ควรใช้แผนการรักษาของโรคหนึ่งแทนอีกโรคหนึ่ง แนวทางการรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของกรมควบคุมโรค พ.ศ. 2567 และแนวทาง CDC ปี 2021 ต่างเน้นให้ประเมินและรักษาโดยบุคลากร ไม่ซื้อยาปฏิชีวนะค้างเก่าหรือแบ่งยาให้คู่นอนเอง
หลังได้รับการรักษา ควรงดเพศสัมพันธ์ตามคำแนะนำของผู้ให้บริการจนตนเองและคู่นอนได้รับการประเมินหรือรักษาครบ เพราะการติดซ้ำเกิดขึ้นได้ การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น เช่น HIV ซิฟิลิส หรือโรคที่เกี่ยวข้อง อาจเหมาะสมตามประวัติและความเสี่ยง หากอาการยังไม่ดีขึ้นหลังรักษา หรือกลับมาเป็นซ้ำโดยไม่มีเพศสัมพันธ์ซ้ำ ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อประเมินการติดซ้ำ เชื้ออื่น หรือการดื้อยา
เมื่อไรควรไปพบแพทย์เร็ว
ควรนัดตรวจเมื่อมีแสบปัสสาวะ สารคัดหลั่งผิดปกติ เลือดออกระหว่างรอบเดือน เจ็บท้องน้อย เจ็บหรือบวมอัณฑะ หรือเมื่อคู่นอนแจ้งว่าตรวจพบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แม้ตัวเองไม่มีอาการก็ควรปรึกษาเรื่องการตรวจได้ โดยเฉพาะหลังมีความเสี่ยงหรือกำลังตั้งครรภ์
ไปโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลโดยเร็ว หากมีตาแดงปวดตาร่วมกับหนองหรือตามัว ไข้สูง ผื่นร่วมกับปวดหรือบวมข้อ ปวดท้องน้อยมาก เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์อย่างมาก หรือปวดบวมอัณฑะรุนแรง อาการเหล่านี้อาจต้องประเมินภาวะแทรกซ้อนและไม่ควรรอดูแลเอง
สรุปให้จำง่าย
หนองในแท้คือการติดเชื้อ N. gonorrhoeae ส่วนหนองในเทียมเป็นคำเรียกกว้าง ๆ ของการอักเสบจากเชื้ออื่น โดย chlamydia คือหนึ่งในเชื้อสำคัญ ทั้งคู่มีอาการคล้ายกันและอาจไม่แสดงอาการ ดังนั้นคำตอบที่ถูกต้องไม่ได้อยู่ที่สีของหนอง แต่อยู่ที่การตรวจจากตำแหน่งที่เสี่ยงและการรักษาให้ตรงกับเชื้อ
อ่านเพิ่มเติมในบทความภาพรวมของหมวดนี้เพื่อทำความเข้าใจอาการ การตรวจ และการดูแลที่เกี่ยวข้อง
มีข้อสงสัย คุยต่อได้
มีคำถามเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศหรืออยากเข้าใจข้อมูลเพิ่มเติม? สามารถปรึกษาเรื่องสุขภาพผ่าน LINEได้อย่างเป็นส่วนตัว เลือกคุยเรื่องที่คุณอยากสอบถามได้เลย

