เริมกับแผลริมอ่อนเป็นคนละโรค แต่ทั้งคู่ทำให้เกิดแผลเจ็บบริเวณอวัยวะเพศและติดต่อผ่านการสัมผัสทางเพศได้ จึงมักถูกเข้าใจผิดกัน ลักษณะของแผลช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ตั้งข้อสงสัยได้เท่านั้น ไม่สามารถใช้ดูเองจากภาพแล้วสรุปว่าเป็นโรคใด เพราะแผลจากซิฟิลิส การระคายเคือง หรือโรคผิวหนังอื่นก็อาจคล้ายกันได้ แนวทางของ CDC ระบุว่าการวินิจฉัยแผลริมอ่อนต้องประเมินร่วมกับผลตรวจที่ช่วยแยกซิฟิลิสและเริมด้วย แนวทาง CDC เรื่องแผลริมอ่อน

สาเหตุของโรคต่างกัน
เริมเกิดจาก herpes simplex virus หรือ HSV ซึ่งมีทั้ง HSV-1 และ HSV-2 โดย HSV-1 ก็ทำให้เกิดเริมบริเวณอวัยวะเพศได้ โดยเฉพาะหลังการสัมผัสปากกับอวัยวะเพศ ส่วน HSV-2 มักเกี่ยวข้องกับเริมอวัยวะเพศ เริมอาจไม่มีอาการหรือมีอาการน้อยจนไม่รู้ตัว และไวรัสยังแพร่ได้แม้ผิวจะดูปกติ ขณะที่แผลริมอ่อนเกิดจากแบคทีเรีย Haemophilus ducreyi จึงเป็นการติดเชื้อคนละกลุ่มกับเริม ข้อมูล WHO เรื่องไวรัสเริม
ลักษณะที่พบได้บ่อยต่างกันอย่างไร
เริม
เริมมักมีอาการคัน แสบ หรือเสียวซ่านำมาก่อน แล้วจึงมีตุ่มนูนหรือตุ่มน้ำใสเดี่ยวหรือเป็นกลุ่ม ตุ่มอาจแตก มีน้ำซึม และกลายเป็นแผลเจ็บ บางครั้งมีไข้ ปวดเมื่อย หรือมีต่อมน้ำเหลืองโตในช่วงติดเชื้อครั้งแรก อาการอาจกลับมาเป็นซ้ำได้ โดยครั้งต่อ ๆ ไปมักสั้นหรือเบากว่าเดิม อย่างไรก็ตาม คนจำนวนมากไม่มีตุ่มหรือแผลที่สังเกตได้ จึงไม่ควรใช้การไม่มีแผลมาตัดเริมทิ้ง แหล่งข้อมูล WHO อธิบายว่าเริมเป็นโรคที่ควบคุมอาการได้ แต่ยังไม่มีวิธีกำจัดเชื้อออกจากร่างกาย
แผลริมอ่อน
แผลริมอ่อนมักทำให้เกิดแผลที่ลึกและเจ็บ อาจมีต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบที่กดเจ็บและมีการอักเสบเป็นหนองร่วมด้วย แต่ไม่ได้เกิดกับทุกคน อาการสำคัญของแผลริมอ่อนจึงมีส่วนทับซ้อนกับเริม โดยเฉพาะเรื่องความเจ็บและตำแหน่งที่เป็นแผล อีกทั้งเริมในช่วงแรกก็อาจมีแผลหลายแผลและอาการรุนแรงได้ ดังนั้นคำว่า “แผลลึก” หรือ “มีต่อมน้ำเหลือง” อย่างใดอย่างหนึ่งยังไม่ใช่ผลวินิจฉัย
การตรวจช่วยแยกโรคอย่างไร
ถ้ามีตุ่มหรือแผลใหม่ ควรไปตรวจในช่วงที่แผลยังสด เพราะบุคลากรทางการแพทย์อาจเก็บตัวอย่างจากแผลไปตรวจหา HSV ด้วยวิธี NAAT หรือ PCR และอาจใช้การเพาะเชื้อตามความพร้อมของสถานพยาบาล การตรวจจากแผลมักมีประโยชน์กว่าการเดาจากรูปลักษณ์ แนวทาง CDC ระบุว่าการวินิจฉัยเริมจากการตรวจร่างกายเพียงอย่างเดียวทำได้ยาก และการเพาะเชื้ออาจตรวจพบได้น้อยลงเมื่อแผลเริ่มหาย แนวทาง CDC เรื่องเริมที่อวัยวะเพศ
สำหรับแผลริมอ่อน การยืนยันเชื้อโดยเพาะเชื้อต้องใช้สื่อเพาะเฉพาะซึ่งไม่ได้มีในห้องปฏิบัติการทั่วไป และในสหรัฐฯ ยังไม่มีการตรวจ NAAT ที่ผ่านการรับรองจาก FDA สำหรับเชื้อนี้ในงานตรวจทั่วไป แพทย์จึงอาศัยประวัติ ลักษณะแผล การตรวจหาเชื้ออื่น และบริบทของพื้นที่ร่วมกัน หากสงสัยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อาจประเมินการตรวจซิฟิลิส HIV หรือโรคอื่นตามอาการและความเสี่ยงด้วย การตรวจที่เหมาะสมจึงไม่เหมือนกันทุกคน
การตรวจเลือดหาเริมไม่ได้ตอบได้เสมอว่าแผลครั้งนี้เกิดจากเริมหรือไม่ และไม่บอกว่าได้รับเชื้อจากใครหรือเมื่อใด ผลอาจคลาดเคลื่อนได้หากตรวจเร็วเกินไปหรือมีโอกาสติดเชื้อต่ำ CDC จึงไม่แนะนำให้ตรวจเลือดหาเริมเป็นกิจวัตรในคนที่ไม่มีอาการส่วนใหญ่ ส่วนผู้ที่มีแผลหรืออาการบริเวณอวัยวะเพศควรคุยกับผู้ตรวจว่าควรเก็บตัวอย่างจากแผลและตรวจโรคใดบ้าง คำแนะนำ CDC เรื่องการตรวจเริม
หลักการรักษาก็ต่างกัน
เริมเป็นการติดเชื้อไวรัสที่อยู่ในร่างกายต่อเนื่อง ยาต้านไวรัสที่บุคลากรทางการแพทย์พิจารณาให้สามารถช่วยลดระยะเวลาและความรุนแรงของอาการ หรือช่วยลดการกลับเป็นซ้ำในบางกรณี แต่ไม่กำจัดเชื้อให้หายขาด การรักษาจะได้ประโยชน์มากขึ้นเมื่อประเมินตั้งแต่เริ่มมีอาการ จึงไม่ควรซื้อยามาใช้เองหรือใช้ยาของผู้อื่น
แผลริมอ่อนเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียและสามารถรักษาให้หายจากการติดเชื้อได้ด้วยยาปฏิชีวนะที่เลือกตามการประเมินของบุคลากรทางการแพทย์ หากเป็นมากอาจต้องติดตามแผลและต่อมน้ำเหลืองเพิ่มเติม การที่โรคนี้รักษาได้ไม่ได้หมายความว่าแผลอวัยวะเพศทุกชนิดจะเป็นแผลริมอ่อน เพราะเริม ซิฟิลิส และสาเหตุอื่นต้องใช้แนวทางต่างกัน
ระหว่างรอตรวจควรดูแลตัวเองอย่างไร
- งดการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก และทางปากตั้งแต่เริ่มมีแสบคันหรือตุ่มแผล จนกว่าจะได้รับการประเมินและแผลหายหรือผู้ดูแลแนะนำให้กลับมามีกิจกรรมได้
- อย่าแกะ บีบ หรือเจาะตุ่มและแผล ล้างมือหลังสัมผัสบริเวณนั้น และไม่ใช้เซ็กซ์ทอยร่วมกับผู้อื่น หากจำเป็นต้องใช้ควรทำความสะอาดและเปลี่ยนถุงยางตามคำแนะนำ
- ถุงยางอนามัยและแผ่นกั้นช่วยลดความเสี่ยงของเริมและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น แต่ไม่ป้องกันเริมได้ทั้งหมด เพราะผิวที่แพร่เชื้ออาจอยู่นอกบริเวณที่ปกคลุม
- บอกคู่นอนอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่กล่าวโทษกัน เพราะเวลาที่เริ่มมีแผลไม่สามารถยืนยันได้ว่าได้รับเชื้อจากใครหรือเมื่อใด
เมื่อไรควรพบแพทย์เร็ว
ควรพบแพทย์หรือคลินิกโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เมื่อมีแผลหรือตุ่มบริเวณอวัยวะเพศเป็นครั้งแรก แผลเจ็บมาก เป็นกว้าง ไม่ดีขึ้น มีไข้ หรือมีความเสี่ยงจากการสัมผัสทางเพศ หากปัสสาวะไม่ออก มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง กำลังตั้งครรภ์ หรือมีตาแดงและเจ็บตาร่วมด้วย ควรแจ้งบุคลากรทางการแพทย์ทันที อาการสับสน คอแข็ง หรือปวดศีรษะรุนแรงเป็นเหตุให้ไปสถานพยาบาลฉุกเฉิน ไม่ควรรอดูอาการหรือพยายามแยกโรคเอง
สรุปเริมกับแผลริมอ่อน
- เริม: เกิดจาก HSV อาจเริ่มคันแสบและตุ่มน้ำ แตกเป็นแผลเจ็บ กลับเป็นซ้ำหรือไม่มีอาการได้ การตรวจจากแผลสดช่วยยืนยัน และยาต้านไวรัสช่วยควบคุมอาการแต่ไม่กำจัดเชื้อ
- แผลริมอ่อน: เกิดจากแบคทีเรีย มักเป็นแผลลึกเจ็บ และอาจมีต่อมน้ำเหลืองขาหนีบอักเสบเป็นหนอง การวินิจฉัยต้องอาศัยการประเมินและแยกโรคอื่น การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะทำให้หายจากการติดเชื้อได้
- ทั้งสองโรค: ไม่ควรฟันธงจากภาพหรือแผลเพียงอย่างเดียว และควรตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นตามความเหมาะสม
หากต้องการอ่านเรื่องเริมในภาพรวม ดูที่ คู่มือเริม อาการ การติดต่อ และการป้องกัน หรืออ่านต่อเรื่อง ลักษณะเริมที่อวัยวะเพศ และ เริมรักษาหายขาดไหมและการกลับเป็นซ้ำ
อ่านเพิ่มเติมในบทความภาพรวมของหมวดนี้เพื่อทำความเข้าใจอาการ การตรวจ และการดูแลที่เกี่ยวข้อง
มีข้อสงสัย คุยต่อได้
มีคำถามเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศหรืออยากเข้าใจข้อมูลเพิ่มเติม? สามารถปรึกษาเรื่องสุขภาพผ่าน LINEได้อย่างเป็นส่วนตัว เลือกคุยเรื่องที่คุณอยากสอบถามได้เลย

