อัณฑะหรือถุงอัณฑะปวดบวมทำให้กังวลว่าเป็นหนองในได้ แต่การดูจากอาการเพียงอย่างเดียวบอกไม่ได้ว่าเกิดจากหนองในหรือไม่ หนองในเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่อาจทำให้เกิดการอักเสบบริเวณหลอดเก็บอสุจิและมีอาการปวดบวมได้ ขณะเดียวกันยังมีสาเหตุอื่นที่ต้องรีบแยก โดยเฉพาะอัณฑะบิดขั้ว ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉิน บทความนี้จึงเน้นว่าเมื่อไรควรไปฉุกเฉินและเมื่อไรควรไปตรวจหนองใน ไม่ใช่การวินิจฉัยแทนบุคลากรแพทย์ CDC อธิบายอาการและภาวะแทรกซ้อนของหนองใน

หนองในเกี่ยวกับอัณฑะหรือถุงอัณฑะได้อย่างไร
หนองในเกิดจากแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae และอาจติดที่อวัยวะเพศ คอ หรือทวารหนัก ในผู้ชายที่มีอาการอาจพบแสบปัสสาวะหรือมีสารคัดหลั่งจากองคชาต และบางคนมีอัณฑะเจ็บหรือบวมได้ อย่างไรก็ตาม อาการอัณฑะปวดบวมไม่ได้ยืนยันว่าเป็นหนองใน เพราะอาจเกิดจากการติดเชื้อชนิดอื่น การบาดเจ็บ ไส้เลื่อน หรือภาวะอื่นในถุงอัณฑะได้ WHO ระบุอาการและภาวะแทรกซ้อนของหนองใน
ภาวะที่เกี่ยวข้องกับหนองในคือ epididymitis หรือการอักเสบของหลอดเก็บอสุจิ ซึ่งมักทำให้ปวดและกดเจ็บข้างใดข้างหนึ่ง อาจมีบวมของหลอดเก็บอสุจิหรือถุงอัณฑะร่วมด้วย สาเหตุอาจเป็นหนองใน คลามัยเดีย หรือเชื้อจากทางเดินปัสสาวะ จึงไม่ควรสรุปจากคำว่า “มีหนอง” หรือจากความรุนแรงของอาการเพียงอย่างเดียว แนวทาง CDC เรื่อง epididymitis ระบุว่าต้องตรวจหาหนองในและคลามัยเดียในผู้ที่สงสัยภาวะนี้
อาการแบบไหนควรไปห้องฉุกเฉินทันที
ถ้าปวดอัณฑะหรือถุงอัณฑะเกิดขึ้นฉับพลันและรุนแรง ให้ไปห้องฉุกเฉินทันที แม้ยังไม่มีหนอง แสบปัสสาวะ หรือผลตรวจหนองใน อาการที่ยิ่งควรไปทันที ได้แก่ ปวดข้างเดียวมาก ถุงอัณฑะบวมเร็ว คลื่นไส้หรืออาเจียน ปวดท้องร่วมด้วย หรือปวดต่อเนื่องแม้อยู่เฉย ๆ และนานเกินประมาณหนึ่งชั่วโมง อาการเหล่านี้อาจเกิดจากอัณฑะบิดขั้ว ซึ่งเลือดไปเลี้ยงอัณฑะอาจถูกตัดและต้องประเมินโดยเร็ว MedlinePlus อธิบายสัญญาณของอัณฑะบิดขั้วและความจำเป็นของการรักษาเร่งด่วน และ NHS แนะนำให้ไปฉุกเฉินเมื่อปวดอัณฑะฉับพลันหรือรุนแรง
อย่ารอให้ตรวจหนองในก่อน และอย่าพยายามนวด ดัน หรือสังเกตอาการข้ามคืนเพื่อดูว่าจะยุบหรือไม่ หากปวดมากจนเดินทางลำบาก ให้ขอคนพาไปหรือขอความช่วยเหลือฉุกเฉินตามความเหมาะสม เพราะการแยกอัณฑะบิดขั้วออกจาก epididymitis ต้องอาศัยประวัติ การตรวจร่างกาย และบางกรณีการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรตัดสินจากภาพหรือความรู้สึกด้วยตนเอง
ถ้าไม่ฉับพลันรุนแรง ควรไปตรวจเมื่อไร
หากมีถุงอัณฑะบวม ปวดตื้อหรือกดเจ็บที่ไม่หายไป มีไข้ หนาวสั่น แสบขณะปัสสาวะ ปัสสาวะลำบาก มีสารคัดหลั่งจากองคชาต หรือเพิ่งมีเพศสัมพันธ์ที่อาจเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ควรไปคลินิกหรือโรงพยาบาลโดยเร็ว ไม่ควรรอให้มีหนองชัดเจน เพราะหนองในและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางรายอาจมีอาการน้อยหรือไม่มีอาการ และการติดเชื้อที่ไม่ได้รักษาอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้
ถ้าคู่นอนได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นหนองใน หรือมีอาการคล้ายโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ก็ควรแจ้งประวัตินี้แก่บุคลากรและขอประเมิน แม้ตนเองจะไม่มีอาการก็ตาม การไปตรวจไม่ใช่การกล่าวโทษคู่นอน และอาการที่เกิดขึ้นไม่สามารถใช้ระบุได้ว่าใครติดเชื้อหรือรับเชื้อเมื่อไร
แพทย์อาจตรวจอะไรบ้าง
แพทย์จะถามลักษณะและเวลาที่เริ่มปวด ตรวจอัณฑะและถุงอัณฑะ รวมถึงถามเรื่องแสบปัสสาวะ สารคัดหลั่ง ไข้ การบาดเจ็บ และตำแหน่งที่มีเพศสัมพันธ์ หากสงสัยหนองในหรือคลามัยเดีย อาจตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อด้วย NAAT จากปัสสาวะช่วงแรกในผู้ชาย และเลือกเก็บตัวอย่างจากคอหรือทวารหนักด้วย swab หากมีประวัติสัมผัสบริเวณนั้น การบอกประวัติอย่างตรงไปตรงมาช่วยให้เลือกตำแหน่งตรวจได้เหมาะสม CDC ระบุว่าการวินิจฉัยหนองในควรใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการตามตำแหน่งติดเชื้อ
ในกรณีปวดบวมข้างเดียวเฉียบพลัน อาจพิจารณาอัลตราซาวนด์เพื่อช่วยประเมินการไหลเวียนเลือดและแยกอัณฑะบิดขั้ว แต่ผลอัลตราซาวนด์ไม่ควรนำมาใช้ตัดสินเองว่าไม่เป็น epididymitis หากประวัติและการตรวจยังเข้าได้กับการอักเสบ แพทย์อาจตรวจหาเชื้อหนองในและคลามัยเดีย รวมถึงประเมินเชื้อทางเดินปัสสาวะหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นตามความเสี่ยง
การรักษาและสิ่งที่ไม่ควรทำเอง
ถ้าตรวจพบหรือสงสัย epididymitis จากหนองใน แพทย์จะเลือกยาปฏิชีวนะตามแนวทาง โดยพิจารณาสาเหตุที่เป็นไปได้ ตำแหน่งติดเชื้อ ประวัติแพ้ยา ผลตรวจ และปัญหาเชื้อดื้อยา ส่วนอัณฑะบิดขั้วเป็นคนละภาวะและอาจต้องรักษาโดยการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน จึงไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อรอดูอาการแทนการไปโรงพยาบาล แนวทาง CDC ฉบับปี 2021 ระบุให้ประเมินอัณฑะบิดขั้วในผู้ที่มีอาการเกิดขึ้นฉับพลันและให้ส่งต่อทันทีเมื่อยังตัดภาวะนี้ไม่ได้
อย่าซื้อยาปฏิชีวนะ ยาแก้อักเสบ หรือยาค้างจากครั้งก่อนมากินเอง และอย่าแบ่งยาให้คู่นอน เพราะอาจรักษาไม่ตรงสาเหตุ บดบังอาการ หรือเพิ่มปัญหาเชื้อดื้อยา หากแพทย์วินิจฉัยเป็นหนองในหรือการติดเชื้อที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ควรปฏิบัติตามแผนรักษา แจ้งคู่นอนให้เข้ารับการประเมิน และงดเพศสัมพันธ์ตามคำแนะนำจนกว่าการรักษาของผู้เกี่ยวข้องจะครบและอาการหาย โดยข้อมูล CDC สำหรับหนองในระบุให้รออย่างน้อย 7 วันหลังจบยา
หลังรักษาเมื่อไรควรกลับไปพบแพทย์
ถ้าอาการปวด บวม หรือกดเจ็บไม่เริ่มดีขึ้นภายในประมาณ 72 ชั่วโมงหรือ 3 วันหลังเริ่มการรักษา ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อทบทวนการวินิจฉัยและการรักษา ไม่ควรเพิ่มยาเอง หากบวมและเจ็บยังคงอยู่หลังจบการรักษา แพทย์อาจต้องประเมินสาเหตุอื่น เช่น ฝี การขาดเลือด ก้อน หรือการอักเสบชนิดอื่น นอกจากนี้ ผู้ที่รักษาหนองในแล้วควรปรึกษาเรื่องการตรวจซ้ำและการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นตามความเสี่ยง เพราะการติดหนองในซ้ำเกิดขึ้นได้ CDC ระบุเกณฑ์กลับไปประเมินซ้ำเมื่ออาการ epididymitis ไม่ดีขึ้นภายใน 3 วัน
สรุปง่าย ๆ คือ ปวดอัณฑะหรือถุงอัณฑะฉับพลันรุนแรงให้ไปฉุกเฉินทันที ส่วนอาการปวดบวมที่ไม่รุนแรงแต่คงอยู่ มีอาการทางปัสสาวะ มีสารคัดหลั่ง ไข้ หรือมีความเสี่ยงหนองใน ควรไปตรวจโดยเร็ว การตรวจช่วยแยกหนองในและ epididymitis จากอัณฑะบิดขั้วหรือสาเหตุอื่นได้ดีกว่าการเดาจากอาการ และการตรวจเร็วช่วยให้เริ่มการดูแลที่เหมาะสมโดยไม่ต้องซื้อยามาลองเอง
อ่านเพิ่มเติมในบทความภาพรวมของหมวดนี้เพื่อทำความเข้าใจอาการ การตรวจ และการดูแลที่เกี่ยวข้อง
มีข้อสงสัย คุยต่อได้
มีคำถามเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศหรืออยากเข้าใจข้อมูลเพิ่มเติม? สามารถปรึกษาเรื่องสุขภาพผ่าน LINEได้อย่างเป็นส่วนตัว เลือกคุยเรื่องที่คุณอยากสอบถามได้เลย

