เริมอวัยวะเพศเกิดจากไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ หรือ HSV ซึ่งมีทั้ง HSV-1 และ HSV-2 คำตอบสั้น ๆ คือ เริมติดต่อทางเพศสัมพันธ์เมื่อผิวหนัง เยื่อบุ แผล หรือน้ำคัดหลั่งบริเวณที่มีเชื้อสัมผัสกับปาก อวัยวะเพศ หรือทวารหนักของอีกคนระหว่างออรัลเซ็กซ์ เพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด หรือเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก การติดเชื้อไม่ได้แปลว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ซื่อสัตย์ เพราะหลายคนไม่มีอาการและไม่รู้ว่าตนเองมีเชื้อ อ่านภาพรวมเรื่องเริมได้ที่ คู่มือเริม อาการ การติดต่อ และการป้องกัน (CDC, 2024; WHO, 2025)

เริมติดต่อระหว่างมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างไร
การแพร่เชื้อเกิดจากการสัมผัสโดยตรงกับผิวหนังหรือเยื่อบุบริเวณปาก อวัยวะเพศ หรือรอบทวารหนักที่มีเชื้อ รวมถึงการสัมผัสตุ่มน้ำ แผล น้ำลายของผู้ที่มีเริมที่ปาก หรือสารคัดหลั่งจากบริเวณที่ติดเชื้อ จึงอาจเกิดขึ้นได้แม้ไม่ได้มีการสอดใส่เพียงอย่างเดียว และไม่จำเป็นต้องมีแผลเปิดให้เห็นในขณะนั้น (CDC; WHO)
ออรัลเซ็กซ์ทำให้เริมที่ปากไปสู่อวัยวะเพศได้
HSV-1 มักเกี่ยวข้องกับเริมที่ปาก แต่สามารถทำให้เกิดเริมที่อวัยวะเพศได้เมื่อได้รับออรัลเซ็กซ์จากผู้ที่มีเชื้อบริเวณปากหรือผิวรอบปาก ดังนั้นการไม่มีแผลที่อวัยวะเพศไม่ได้หมายความว่าออรัลเซ็กซ์ไม่มีความเสี่ยง หากฝ่ายใดมีแผลเริมหรือมีอาการนำ เช่น แสบ คัน หรือเสียวซ่า ควรงดการสัมผัสทางปากและออรัลเซ็กซ์จนกว่าอาการจะหาย (CDC; WHO)
ไม่มีตุ่มหรือแผล ก็ยังแพร่เชื้อได้
ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่มีอาการหรือมีอาการน้อยจนไม่ทันสังเกต ไวรัสจึงอาจถูกปล่อยออกจากผิวหนังในช่วงที่ดูปกติและแพร่ให้คู่นอนได้ อย่างไรก็ตามโอกาสแพร่เชื้อสูงขึ้นเมื่อมีตุ่มหรือแผลที่กำลังเป็นอยู่ การเริ่มมีอาการในวันนี้จึงไม่ใช่หลักฐานว่าติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ครั้งล่าสุด และผลตรวจเริมก็ไม่สามารถบอกได้ว่าได้รับเชื้อจากใครหรือเมื่อใด (CDC; CDC: Herpes Testing)
เริมไม่ได้ติดต่อจากสิ่งของทั่วไป
CDC ระบุว่าไม่คาดว่าจะติดเริมจากฝารองนั่งชักโครก ผ้าปูที่นอน สระว่ายน้ำ ช้อน สบู่ หรือผ้าเช็ดตัว การแพร่เชื้อที่เกี่ยวกับเพศสัมพันธ์เป็นการสัมผัสโดยตรงกับบริเวณร่างกายหรือสารคัดหลั่งที่มีเชื้อ ไม่ใช่การใช้สิ่งของในชีวิตประจำวันร่วมกัน จึงไม่ควรกล่าวโทษหรือทำให้ผู้ติดเชื้อรู้สึกสกปรก (CDC)
วิธีลดความเสี่ยงระหว่างมีเพศสัมพันธ์
ไม่มีวิธีใดรับประกันว่าจะป้องกันได้ทั้งหมด แต่การคุยกันอย่างตรงไปตรงมาและใช้มาตรการหลายอย่างร่วมกันช่วยลดความเสี่ยงได้ ควรพิจารณาแนวทางต่อไปนี้:
- งดออรัลเซ็กซ์ เพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด และเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ตั้งแต่เริ่มมีอาการนำ เช่น แสบ คัน หรือเสียวซ่า จนกว่าแผลและอาการจะหาย
- ใช้ถุงยางอนามัยหรือแผ่นกั้นอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ ถุงยางลดความเสี่ยงได้ แต่ไม่ครอบคลุมผิวหนังทุกส่วนที่อาจปล่อยเชื้อ
- บอกคู่นอนเมื่อสงสัยหรือได้รับการวินิจฉัย เพื่อร่วมกันตัดสินใจเรื่องการตรวจและการสัมผัสทางเพศโดยเคารพความยินยอม
- ล้างมือหลังสัมผัสแผลหรือน้ำจากแผล และหลีกเลี่ยงการจับตา เพราะอาจพาเชื้อไปยังส่วนอื่นของร่างกาย
หากคู่นอนมีเริมที่อวัยวะเพศ ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เรื่องทางเลือกในการลดการกลับเป็นซ้ำและลดการแพร่เชื้อ ไม่ควรเริ่มหรือหยุดยาเอง (CDC Sexually Transmitted Infections Treatment Guidelines, 2021; WHO, 2025)
เมื่อไรควรตรวจ
ถ้ามีตุ่ม แผล หรืออาการผิดปกติบริเวณอวัยวะเพศ ปาก หรือรอบทวารหนัก โดยเฉพาะครั้งแรก ควรพบผู้ให้บริการสุขภาพเร็วเพื่อประเมิน อาจเก็บตัวอย่างจากตุ่มหรือแผลที่ยังสดไปตรวจ วิธีนี้ช่วยแยกเริมจากโรคอื่นที่มีลักษณะคล้ายกันได้ อาการจากภาพ สีของแผล หรือช่วงเวลาที่เริ่มเป็นเพียงอย่างเดียวใช้ยืนยันไม่ได้ และการตรวจเลือดชนิดจำเพาะอาจมีข้อจำกัด ไม่ได้ใช้คัดกรองคนทั่วไปที่ไม่มีอาการเป็นกิจวัตรในสถานการณ์ส่วนใหญ่ (CDC: Herpes Testing, 2024; CDC Guidelines, 2021)
ถ้าตรวจพบเริม ดูแลอย่างไร
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีกำจัดเชื้อเริมออกจากร่างกายให้หายขาด แต่ยาต้านไวรัสที่แพทย์สั่งอาจช่วยลดระยะหรือความรุนแรงของอาการ และบางคนอาจพิจารณาการรักษาเพื่อกดการกลับเป็นซ้ำหรือช่วยลดการแพร่เชื้อ การรักษาครั้งแรกและการเลือกแนวทางที่เหมาะกับแต่ละคนควรประเมินโดยบุคลากรทางการแพทย์ บทความนี้จึงไม่ให้ขนาดยาและไม่แนะนำซื้อยามาใช้เอง (CDC Sexually Transmitted Infections Treatment Guidelines, 2021) หากต้องการอ่านเรื่องการรักษาและการกลับเป็นซ้ำโดยเฉพาะ ดู เริมรักษาหายขาดไหมและการดูแลเพื่อลดการกลับเป็นซ้ำ
อาการแบบไหนควรพบแพทย์เร็ว
ควรพบแพทย์เมื่อมีตุ่มหรือแผลบริเวณอวัยวะเพศครั้งแรก แผลลุกลามหรือเจ็บมาก ไม่ดีขึ้น ปัสสาวะไม่ออก มีไข้สูง ปวดศีรษะมาก คอแข็ง สับสน ตาแดงหรือเจ็บตา มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือกำลังตั้งครรภ์ ผู้ที่ตั้งครรภ์และมีประวัติหรือสงสัยเริมควรแจ้งผู้ดูแลครรภ์ โดยเฉพาะเมื่อเป็นครั้งแรกในช่วงใกล้คลอด เพราะการติดเชื้อใหม่ช่วงนั้นอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อทารก การตัดสินใจเรื่องยาและการคลอดต้องทำร่วมกับทีมดูแล ไม่ควรจัดการเอง (CDC; WHO)
อ่านเพิ่มเติมในบทความภาพรวมของหมวดนี้เพื่อทำความเข้าใจอาการ การตรวจ และการดูแลที่เกี่ยวข้อง
มีข้อสงสัย คุยต่อได้
มีคำถามเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศหรืออยากเข้าใจข้อมูลเพิ่มเติม? สามารถปรึกษาเรื่องสุขภาพผ่าน LINEได้อย่างเป็นส่วนตัว เลือกคุยเรื่องที่คุณอยากสอบถามได้เลย



