หนองในเทียมมักใช้เรียกการติดเชื้อคลามัยเดีย (Chlamydia trachomatis) และบางครั้งใช้กว้าง ๆ กับภาวะท่อปัสสาวะอักเสบที่ไม่ใช่หนองในแท้ ชื่อนี้ไม่ได้แปลว่าอาการเบาหรือไม่ต้องรักษา เพราะหลายคนไม่มีอาการ แต่เชื้ออาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ การดูจากหนอง สีตกขาว หรือความแสบอย่างเดียวจึงยืนยันโรคไม่ได้ ข้อมูลนี้ตรวจทานแหล่งข้อมูลเมื่อ 2026-11-06

หนองในเทียมหมายถึงอะไร
คลามัยเดียเป็นแบคทีเรียที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์และก่อการติดเชื้อได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย ส่วนคำว่า nongonococcal urethritis หรือ NGU หมายถึงท่อปัสสาวะอักเสบที่ไม่พบหลักฐานของเชื้อหนองในแท้จากการประเมินเบื้องต้น ไม่ได้หมายความว่าทุกกรณีเกิดจากคลามัยเดีย เพราะยังมีเชื้ออื่นและบางครั้งหาสาเหตุไม่ได้ แนวทาง CDC STI Treatment Guidelines 2021 จึงแนะนำให้ตรวจหาสาเหตุที่จำเพาะเมื่อทำได้ อ่านแนวทาง CDC เรื่องท่อปัสสาวะอักเสบและปากมดลูกอักเสบ
ต่างจากหนองในแท้อย่างไร
หนองในแท้เกิดจากแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ขณะที่หนองในเทียมในความหมายของคลามัยเดียเกิดจาก Chlamydia trachomatis ทั้งสองโรคเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และอาจติดพร้อมกันได้ อาการอย่างแสบปัสสาวะหรือมีสารคัดหลั่งจึงซ้อนกันมาก การตรวจจึงสำคัญกว่าการเดาจากสี กลิ่น หรือปริมาณของสารคัดหลั่ง ข้อมูล CDC เรื่องคลามัยเดีย และ ข้อมูล CDC เรื่องหนองในแท้
มีอาการแบบไหนได้บ้าง
คลามัยเดียมักไม่แสดงอาการในคนทุกเพศ หากมีอาการอาจเป็นแสบหรือขัดเวลาปัสสาวะ มีสารคัดหลั่งจากอวัยวะเพศ เลือดออกระหว่างรอบเดือนหรือหลังมีเพศสัมพันธ์ ปวดท้องน้อย หรือเจ็บบริเวณอัณฑะ อาการจากการติดเชื้อที่ทวารหนักอาจมีปวด มีสารคัดหลั่ง หรือเลือดออก ส่วนการติดเชื้อที่คอมักไม่มีอาการ อาการเหล่านี้เป็นเพียงสัญญาณที่ควรตรวจ ไม่ใช่รายการสำหรับวินิจฉัยตนเอง เอกสาร WHO เรื่องคลามัยเดีย
ติดต่อได้อย่างไร
เชื้อแพร่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปากกับผู้ที่มีเชื้อ โดยเฉพาะเมื่อไม่ได้ใช้ถุงยางอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ ผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการก็แพร่เชื้อได้ จึงไม่ควรใช้วันที่เริ่มมีอาการมาตัดสินว่าใครเป็นต้นเหตุหรือคู่นอนนอกใจ หากกำลังตั้งครรภ์ควรบอกผู้ดูแลครรภ์เมื่อมีความเสี่ยงหรือผลตรวจเป็นบวก เพราะเชื้ออาจส่งต่อทารกระหว่างคลอดได้
ตรวจหนองในเทียมด้วยอะไร
การตรวจที่ใช้บ่อยคือการตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อ หรือ NAAT โดยอาจใช้ปัสสาวะช่วงแรกหรือเก็บตัวอย่างจากช่องคลอด ปากมดลูก ท่อปัสสาวะ ทวารหนัก หรือคอตามตำแหน่งที่สัมผัสและประวัติความเสี่ยง ผู้ให้บริการจะซักประวัติและเลือกตำแหน่งตรวจให้เหมาะสม ดังนั้นหากมีเพศสัมพันธ์ทางปากหรือทางทวารหนักควรแจ้งอย่างตรงไปตรงมา เพราะตรวจปัสสาวะเพียงอย่างเดียวอาจไม่ตอบคำถามของทุกตำแหน่ง แนวทาง CDC STI Treatment Guidelines 2021 เรื่องการตรวจคลามัยเดีย
หลักการรักษาเป็นอย่างไร
คลามัยเดียรักษาให้หายจากเชื้อได้ด้วยยาปฏิชีวนะที่บุคลากรทางการแพทย์เลือกตามผลตรวจ ตำแหน่งติดเชื้อ การตั้งครรภ์ ประวัติแพ้ยา และแนวทางที่ใช้ในพื้นที่ ไม่ควรซื้อยากินเอง ใช้ยาค้าง หรือแบ่งยาให้คู่นอน เพราะอาจรักษาไม่ตรงเชื้อและเพิ่มปัญหาเชื้อดื้อยา แนวทาง CDC เรื่องคลามัยเดียเป็นแนวทางคลินิกฉบับปี 2021 ส่วนกรมควบคุมโรคมีแนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 ซึ่งย้ำการประเมินและการรักษาโดยบุคลากร
หลังตรวจพบควรดูแลต่ออย่างไร
ควรแจ้งคู่นอนในช่วงที่เกี่ยวข้องให้เข้ารับการประเมิน ตรวจ และรักษาตามคำแนะนำ เพื่อป้องกันการติดซ้ำและการแพร่ต่อ ไม่ควรให้คู่นอนกินยาของตนเองแทนการเข้ารับบริการ ควรงดเพศสัมพันธ์จนกว่าจะครบระยะที่ผู้ให้บริการกำหนด การรักษาเสร็จตามคำสั่ง และคู่นอนได้รับการดูแลแล้ว ผู้ที่เคยเป็นควรปรึกษาเรื่องการตรวจซ้ำประมาณ 3 เดือนหลังรักษา เพราะการติดซ้ำพบได้ และถ้าอาการไม่ดีขึ้นหรือกลับมาเป็นอีกควรกลับไปตรวจ ไม่เพิ่มยาเอง
ถ้าไม่รักษาอาจเกิดอะไรขึ้น
การติดเชื้อที่ไม่ได้รับการรักษาอาจลุกลามในระบบสืบพันธุ์และทำให้เกิดอุ้งเชิงกรานอักเสบ แผลเป็นที่ท่อนำไข่ ตั้งครรภ์นอกมดลูก หรือมีบุตรยากในผู้หญิง ผู้ชายอาจเกิดการอักเสบบริเวณท่อข้างอัณฑะและมีภาวะแทรกซ้อนได้ แม้ภาวะรุนแรงจะไม่ได้เกิดกับทุกคน แต่การไม่มีอาการไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยง ข้อมูล CDC เรื่องผลกระทบของคลามัยเดียที่ไม่รักษา
เมื่อไรควรไปพบแพทย์เร็ว
ควรไปสถานพยาบาลโดยเร็วหากมีปวดท้องน้อยมาก ไข้ ปวดหรือบวมอัณฑะมาก ตาแดงปวดมีขี้ตาหรือมองไม่ชัด มีผื่นร่วมกับปวดหรือบวมข้อ หรือกำลังตั้งครรภ์หรือสงสัยตั้งครรภ์แล้วมีอาการหรือสัมผัสเสี่ยง หากมีอาการรุนแรงหรือทรุดเร็วให้ติดต่อบริการฉุกเฉินโดยตรง ไม่ควรรอผลจากการซื้อชุดตรวจหรือเริ่มยาเอง
ลดความเสี่ยงได้อย่างไร
ใช้ถุงยางอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ พูดคุยเรื่องการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์กับคู่นอน และเข้ารับการตรวจเมื่อมีความเสี่ยงหรือมีอาการ การตรวจและรักษาคู่นอนช่วยลดการติดกลับซ้ำ ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกันคลามัยเดียโดยเฉพาะ จึงควรเน้นการป้องกันและการตรวจที่เหมาะกับความเสี่ยง คำแนะนำ WHO เรื่องการป้องกันคลามัยเดีย
บทความนี้ใช้แนวทาง CDC STI Treatment Guidelines ฉบับปี 2021 และแนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของกรมควบคุมโรค พ.ศ. 2567 ประกอบข้อมูลสาธารณะของ CDC และ WHO โดยตรวจแหล่งข้อมูลเมื่อ 2026-11-06 ข้อมูลทั่วไปไม่สามารถใช้ยืนยันการวินิจฉัยเฉพาะบุคคลได้
อ่านเพิ่มเติมในบทความภาพรวมของหมวดนี้เพื่อทำความเข้าใจอาการ การตรวจ และการดูแลที่เกี่ยวข้อง
มีข้อสงสัย คุยต่อได้
มีคำถามเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศหรืออยากเข้าใจข้อมูลเพิ่มเติม? สามารถปรึกษาเรื่องสุขภาพผ่าน LINEได้อย่างเป็นส่วนตัว เลือกคุยเรื่องที่คุณอยากสอบถามได้เลย

