เริมที่ตาไม่ใช่แค่ผื่นใกล้เปลือกตา แต่เชื้อ herpes simplex virus (HSV) อาจทำให้กระจกตาอักเสบได้ อาการบางอย่างคล้ายโรคตาอื่นจึงไม่ควรสรุปจากรูปตุ่มเพียงอย่างเดียว หากมีเริมที่ริมฝีปากหรือผิวหนัง แล้วเริ่มปวดตา ตาแดง แพ้แสง หรือตามัว ให้ถือเป็นเหตุผลที่ควรรีบตรวจ ไม่ควรรอดูจนแผลหายเอง NHS ระบุว่าเริมที่ตาอาจกระทบการมองเห็นและควรได้รับการรักษา

เริมที่ตาคืออะไร และทำไมต้องใส่ใจ
เริมที่ตาหรือ herpes keratitis คือการติดเชื้อ HSV ที่กระจกตา ซึ่งเป็นส่วนใสด้านหน้าของตา เชื้ออาจกลับมากำเริบจากการติดเชื้อเดิม และอาจเกิดหลังมือสัมผัสตุ่มหรือสารคัดหลั่งจากเริมแล้วไปแตะตา โดย HSV-1 ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับเริมที่ปากเป็นสาเหตุสำคัญของเริมที่ตา หากการอักเสบรุนแรงหรือปล่อยไว้นาน กระจกตาอาจเป็นแผลเป็นและทำให้การมองเห็นเสียได้ CDC อธิบายภาวะแทรกซ้อนและอาการของ HSV keratitis
อาการแบบไหนควรรีบตรวจ
อาการของเริมที่ตาอาจเกิดข้างเดียวและไม่ได้มีตุ่มให้เห็นเสมอไป สัญญาณที่ควรให้แพทย์ประเมิน ได้แก่ ปวดตา ตาแดง น้ำตาไหล แพ้แสง ตามัวหรือมองเห็นเปลี่ยนไป เปลือกตาบวม และมีตุ่มหรือผื่นบริเวณเปลือกตาหรือรอบดวงตา อาการเหล่านี้ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเริม แต่ความเสี่ยงต่อกระจกตาทำให้ไม่ควรซื้อยามาทดลองเอง รายการอาการและคำแนะนำจาก NHS
- ควรขอรับการประเมินแบบเร่งด่วน: มีอาการปวดตา ตาแดงที่แย่ลง ตามัวหรือการมองเห็นเปลี่ยนไป หรือเปลือกตาบวมระคายเคืองไม่ดีขึ้น
- ควรไปห้องฉุกเฉินทันที: ตาแดงร่วมกับเจ็บเมื่อมองแสง ตาแดงคล้ำมากผิดปกติ หรือรูม่านตาสองข้างไม่เท่ากัน
แม้สาเหตุอาจไม่ใช่เริม แต่อาการปวดตาหรือการมองเห็นเปลี่ยนไปเป็นเหตุผลให้ตรวจเร็ว เพราะการแยกเริมที่ตาออกจากการติดเชื้อหรือการอักเสบชนิดอื่นต้องอาศัยการตรวจตา ไม่ใช่การดูจากภาพอย่างเดียว
ตุ่มหรือผื่นรอบตาไม่ได้แปลว่าเป็นเริมแน่
ตุ่มที่เปลือกตาและผื่นรอบตาอาจมีสาเหตุอื่นได้ เช่น การระคายเคือง การอักเสบ หรือการติดเชื้อชนิดอื่น ในทางกลับกัน เริมที่กระจกตาอาจมีอาการปวด แดง น้ำตาไหล และตามัวโดยไม่มีตุ่มเด่นชัดให้เห็น จึงไม่ควรใช้ลักษณะของตุ่ม สีของผื่น หรือภาพถ่ายเพื่อวินิจฉัยตัวเอง และไม่ควรสรุปว่าใครเป็นผู้แพร่เชื้อจากเวลาที่เริ่มมีอาการ
ไปตรวจแล้วแพทย์อาจตรวจอะไร
แพทย์จะซักประวัติเรื่องเริมเดิม การสัมผัสแผล อาการเริ่มเมื่อไร และตรวจตาโดยละเอียด โดยเฉพาะผิวกระจกตาและการมองเห็น อาจส่งต่อจักษุแพทย์หรือพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมตามลักษณะอาการและผลตรวจ การมีตุ่มเริมที่ปากหรือผิวหนังช่วยให้แพทย์นึกถึงสาเหตุนี้ได้ แต่ไม่แทนการตรวจตา หากอาการเข้าได้กับเริมที่ตา การประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญอย่างรวดเร็วช่วยลดโอกาสปล่อยให้กระจกตาอักเสบรุนแรง
ทำไมไม่ควรใช้ยาหยอดสเตียรอยด์เอง
ยาหยอดตาแต่ละชนิดใช้กับโรคตาคนละแบบ และยาบางชนิดอาจทำให้การติดเชื้อเริมที่ตาแย่ลงได้ จึงไม่ควรใช้ยาหยอดสเตียรอยด์ที่เหลือจากครั้งก่อน ยาของคนอื่น หรือเริ่มยาเองเพราะเห็นว่าตาแดง การใช้สเตียรอยด์อาจมีบทบาทในบางภาวะภายใต้การดูแลของจักษุแพทย์และการรักษาที่เหมาะสมเท่านั้น American Academy of Ophthalmology เตือนให้ปรึกษาจักษุแพทย์ก่อนเริ่มยาหยอด และไม่ใช้สเตียรอยด์เอง
ระหว่างรอไปตรวจ ควรทำอย่างไร
ล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังสัมผัสใบหน้า ไม่จับหรือขยี้ตา และอย่าให้มือที่สัมผัสตุ่มหรือสารคัดหลั่งจากเริมไปแตะตา หากใส่คอนแทคเลนส์ให้ถอดออกและหยุดใส่ระหว่างมีอาการตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ อย่าใช้ยาหยอดตาหรือยาป้ายตาที่ไม่ได้สั่งสำหรับอาการครั้งนี้ และนำรายชื่อยาที่ใช้อยู่ไปแจ้งตอนตรวจ CDC แนะนำให้ถอดคอนแทคเลนส์เมื่อมีอาการและใช้เฉพาะยาหยอดที่แพทย์หรือบุคลากรสุขภาพแนะนำ
ถ้าเคยเป็นแล้ว ต้องระวังการกลับเป็นซ้ำอย่างไร
เริมอาจกลับเป็นซ้ำได้ แม้ครั้งก่อนจะดีขึ้นแล้ว หากมีอาการเดิมกลับมา เช่น ปวดตา ตาแดง แพ้แสง หรือตามัว ควรติดต่อจักษุแพทย์ทันที ไม่รอให้ความรุนแรงเท่าครั้งก่อน การหลีกเลี่ยงการจับตุ่มเริมแล้วแตะตาและการล้างมือช่วยลดโอกาสพาเชื้อไปที่ตา แต่ไม่สามารถยืนยันหรือป้องกันการกลับเป็นซ้ำได้ทั้งหมด
สรุปสั้น ๆ
ปวดตา ตาแดง แพ้แสง ตามัว หรือตุ่มรอบตาร่วมกับประวัติเริม คือสัญญาณให้รีบตรวจ โดยเฉพาะเมื่ออาการแย่ลงหรือกระทบการมองเห็น หากเจ็บเมื่อมองแสง ตาแดงคล้ำมาก หรือรูม่านตาไม่เท่ากัน ให้ไปห้องฉุกเฉินทันที ระหว่างนี้อย่าขยี้ตา ถอดคอนแทคเลนส์ และอย่าใช้ยาหยอดสเตียรอยด์เอง เพราะบทความไม่สามารถวินิจฉัยจากอาการหรือภาพแทนการตรวจจริงได้
อ่านเพิ่มเติมในบทความภาพรวมของหมวดนี้เพื่อทำความเข้าใจอาการ การตรวจ และการดูแลที่เกี่ยวข้อง
มีข้อสงสัย คุยต่อได้
มีคำถามเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศหรืออยากเข้าใจข้อมูลเพิ่มเติม? สามารถปรึกษาเรื่องสุขภาพผ่าน LINEได้อย่างเป็นส่วนตัว เลือกคุยเรื่องที่คุณอยากสอบถามได้เลย

