ถ้ามีภูมิคุ้มกันต่ำแล้วสงสัยเริม ไม่ควรรอดูแผลนานโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะเริมอาจมีอาการรุนแรง แผลหายช้า หรือกลับเป็นซ้ำบ่อยกว่าปกติได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องมาก แนวทางของ CDC เรื่องเริมที่อวัยวะเพศ ปี 2021 ระบุว่าผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจมีแผลที่รุนแรง เจ็บ และมีลักษณะแตกต่างจากที่พบทั่วไป
คำว่า “ภูมิคุ้มกันต่ำ” อาจเกี่ยวข้องกับหลายสถานการณ์ เช่น HIV ที่มีภูมิคุ้มกันลดลง การปลูกถ่ายอวัยวะหรือเซลล์ต้นกำเนิด หรือการใช้ยากดภูมิ ไม่ได้หมายความว่าเป็น HIV เสมอไป และไม่ใช่เหตุให้ต้องรู้สึกผิดหรือตีตราตัวเอง การประเมินควรดูโรคเดิม ยาที่ใช้ และอาการปัจจุบันร่วมกัน WHO ระบุในเอกสารปี 2025 ว่าเริมในผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจมีอาการรุนแรงขึ้นและกลับเป็นซ้ำบ่อยขึ้น

ภูมิคุ้มกันต่ำทำให้เริมต่างอย่างไร
ในคนที่ภูมิคุ้มกันบกพร่องมาก เริมอาจทำให้เกิดแผลกว้าง ลึก และไม่หาย โดยอาจอยู่บริเวณอวัยวะเพศ รอบทวาร หรือในปากได้ แผลรอบทวารบางรายอาจสัมพันธ์กับการอักเสบภายใน แม้ไม่เห็นแผลด้านนอกชัดเจน นอกจากนี้ยังอาจพบรอยโรคที่ดูไม่เหมือนตุ่มเริมทั่วไป จึงไม่ควรใช้ภาพถ่ายหรือรูปร่างของแผลเพียงอย่างเดียวมาตัดสินว่าเป็นเริมหรือไม่ แนวทาง NIH สำหรับผู้ใหญ่และวัยรุ่น ปี 2025 อธิบายว่าแผลที่กว้าง ลึก และไม่หายในผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่องมากเป็นลักษณะที่ต้องให้แพทย์ประเมิน
อาการแบบไหนควรพบแพทย์เร็ว
หากมีภูมิคุ้มกันต่ำและมีตุ่มน้ำ แผลเจ็บ แผลรอบปาก อวัยวะเพศ หรือรอบทวารเป็นครั้งแรก ควรติดต่อสถานพยาบาลหรือทีมที่ดูแลโรคประจำตัวโดยเร็ว แม้แผลจะยังมีไม่มาก เพราะเริมอาจเริ่มต้นด้วยอาการแสบ คัน หรือปวดก่อน และอาจมีลักษณะไม่จำเพาะ การรักษาเร็วช่วยให้แพทย์ประเมินสาเหตุและวางแผนติดตามได้เหมาะสม
- แผลมีหลายแห่ง กว้าง ลึก เจ็บมาก หรือขยายเพิ่ม
- มีแผลใหม่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ หรือกลับเป็นซ้ำขณะกำลังได้รับยาต้านไวรัส
- แผลไม่เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้นภายใน 7–10 วันหลังเริ่มยาต้านไวรัสที่แพทย์สั่ง
- มีแผลรอบทวาร ปวดแสบในทวาร กลืนเจ็บ หรือรับประทานและดื่มได้น้อย
- ปัสสาวะแสบมาก ปัสสาวะลำบาก หรือเริ่มปัสสาวะไม่ออก
เกณฑ์ 7–10 วันนี้เป็นสัญญาณให้กลับไปประเมิน ไม่ใช่กำหนดว่าแผลทุกคนต้องหายภายในเวลานั้น เพราะระยะอาการขึ้นกับตำแหน่ง ความรุนแรง ภูมิคุ้มกัน และการรักษาแต่ละคน
สัญญาณที่ควรไปฉุกเฉิน
ให้ไปห้องฉุกเฉินหรือสถานพยาบาลทันทีหากมีอาการปัสสาวะไม่ออก ไข้สูงร่วมกับอ่อนเพลียมาก ซึม สับสน ปวดศีรษะรุนแรง คอแข็ง หรือแพ้แสง อาการเจ็บตา ตาแดง ตามัว หรือแพ้แสงหลังสัมผัสแผลก็ควรรีบตรวจเช่นกัน เพราะอาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อที่ตาหรือระบบประสาท ไม่ควรรอให้ตุ่มหรือแผลที่ผิวหนังชัดขึ้นก่อน CDC ระบุว่าโรคเริมรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อนอาจต้องรักษาในโรงพยาบาล ส่วน WHO กล่าวถึงภาวะแทรกซ้อนที่พบไม่บ่อย เช่น การติดเชื้อที่สมอง เยื่อหุ้มสมอง หรือกระจกตา
แพทย์อาจตรวจอะไรบ้าง
การตรวจเริมไม่ควรอาศัยการดูแผลอย่างเดียว เพราะแผลจากซิฟิลิส แผลริมอ่อน การเสียดสี โรคผิวหนัง หรือการติดเชื้ออื่นอาจมีลักษณะคล้ายกัน หากมีตุ่มหรือแผล แพทย์อาจเก็บตัวอย่างจากรอยโรคที่ยังสดเพื่อตรวจ HSV ด้วย PCR หรือ NAAT ซึ่งเป็นวิธีที่ไวกว่าเมื่อเทียบกับการเพาะเชื้อที่อาจตรวจพบได้น้อยลงเมื่อแผลเริ่มหาย และอาจพิจารณาตรวจโรคอื่นตามตำแหน่งและความเสี่ยง แนวทาง NIH ปี 2025 แนะนำให้วินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการในผู้ที่สงสัยการติดเชื้อ HSV ที่ผิวหนังหรือเยื่อบุ
ก่อนไปพบแพทย์ ควรเตรียมข้อมูลโรคประจำตัว การปลูกถ่ายหรือการรักษาที่กดภูมิ ชื่อยาที่ใช้อยู่ วันที่เริ่มมีอาการ ตำแหน่งที่เป็น การกลับเป็นซ้ำ และยาต้านไวรัสที่เคยได้รับ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ทีมดูแลแยกการติดเชื้อเริมจากสาเหตุอื่นและประเมินความเร่งด่วนได้ดีขึ้น ไม่ควรหยุดยากดภูมิหรือปรับยาที่ใช้อยู่เอง
ถ้าแผลไม่หาย อาจเกี่ยวกับการดื้อยาหรือไม่
แผลที่ยังคงอยู่หรือกลับเป็นซ้ำระหว่างได้รับยาต้านไวรัสเป็นเหตุให้แพทย์นึกถึงการดื้อยาได้ แต่ไม่ได้แปลว่าแผลช้าทุกรายดื้อยา ในแนวทาง CDC หากสงสัยภาวะนี้ แพทย์อาจเก็บตัวอย่างเพื่อเพาะเชื้อและทดสอบความไวต่อยา ส่วนแนวทาง NIH ระบุว่าควรสงสัยมากขึ้นเมื่อรอยโรคไม่เริ่มคลี่คลายภายใน 7–10 วันหลังเริ่มการรักษา และการดูแลควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ การรักษากรณีดังกล่าวอาจแตกต่างจากเริมทั่วไปและต้องติดตามผลอย่างใกล้ชิด
อย่าเพิ่มยา เปลี่ยนยา ใช้ยาที่เหลือจากครั้งก่อน หรือหยุดยาต้านไวรัสเอง เพราะผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำอาจต้องใช้ระยะเวลารักษาและการติดตามต่างจากคนทั่วไป ในรายที่อาการรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาการรักษาในโรงพยาบาลหรือการให้ยาทางหลอดเลือดตามความจำเป็น โดยไม่ควรนำแนวทางของคนอื่นมาใช้แทนการตรวจของตน
ระหว่างรอพบแพทย์ ควรดูแลตัวเองอย่างไร
- งดการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก ช่องคลอด หรือทวารหนักตั้งแต่เริ่มมีอาการนำหรือตุ่มแผล จนกว่าแพทย์จะแนะนำว่าปลอดภัยและแผลหาย
- ล้างมือหลังสัมผัสบริเวณที่เป็น และหลีกเลี่ยงการจับตา เพราะเชื้ออาจถูกพาไปยังส่วนอื่นของร่างกาย
- ไม่แกะ เจาะ หรือทายาที่ไม่ได้รับคำแนะนำ และไม่ใช้ของเล่นทางเพศร่วมกับผู้อื่นในช่วงมีอาการ
- แจ้งคู่นอนอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่กล่าวโทษกัน ถุงยางหรือแผ่นกั้นช่วยลดความเสี่ยงได้แต่ไม่ป้องกันได้ทั้งหมด เพราะเชื้ออาจอยู่บนผิวหนังนอกบริเวณที่ปกคลุม
CDC อธิบายเรื่องเริมสำหรับประชาชนในปี 2024 ว่าเริมอาจแพร่ได้แม้ไม่มีแผลให้เห็น และการมีแผลหรืออาการเพิ่มโอกาสแพร่เชื้อ การดูแลตัวเองจึงควรทำควบคู่กับการติดต่อทีมแพทย์ ไม่ใช่ใช้แทนการตรวจ
สรุปสั้น ๆ
ภูมิคุ้มกันต่ำร่วมกับเริมหมายถึงควรมีเกณฑ์ติดต่อแพทย์ที่เร็วขึ้น โดยเฉพาะเมื่อแผลกว้าง ลึก เจ็บมาก มีแผลเรื้อรัง หรือไม่เริ่มดีขึ้นหลังเริ่มการรักษา หากมีอาการทางตา ระบบประสาท ไข้สูงมาก หรือปัสสาวะไม่ออก ให้ไปฉุกเฉิน การตรวจจากรอยโรคสดและการติดตามต่อเนื่องช่วยให้ทีมดูแลแยกโรคอื่นและประเมินการดื้อยาได้อย่างปลอดภัย
อ่านข้อมูลพื้นฐานเพิ่มเติมได้ที่ บทความภาพรวมเรื่องเริม อาการ การติดต่อ การรักษา และการป้องกัน
อ่านเพิ่มเติมในบทความภาพรวมของหมวดนี้เพื่อทำความเข้าใจอาการ การตรวจ และการดูแลที่เกี่ยวข้อง
มีข้อสงสัย คุยต่อได้
มีคำถามเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศหรืออยากเข้าใจข้อมูลเพิ่มเติม? สามารถปรึกษาเรื่องสุขภาพผ่าน LINEได้อย่างเป็นส่วนตัว เลือกคุยเรื่องที่คุณอยากสอบถามได้เลย

