คำตอบสั้น ๆ คือ ยังมีโอกาสแพร่เชื้อได้ แม้ตุ่มเริมหายแล้วและมองไม่เห็นแผล เพราะเชื้อ herpes simplex virus (HSV) อาจถูกปล่อยออกจากผิวหนังหรือเยื่อบุที่ดูปกติ เรียกภาวะนี้ว่า asymptomatic shedding หรือการปล่อยเชื้อโดยไม่มีอาการ ดังนั้นการไม่มีตุ่มไม่ได้ยืนยันว่าไม่มีเชื้อบนผิวในขณะนั้น อ่านภาพรวมเรื่องอาการ การติดต่อ และการป้องกันได้ที่ บทความหลักเรื่องเริม
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงไม่ได้เท่ากันทุกช่วงเวลา ช่วงที่มีตุ่ม แผล หรืออาการนำอย่างแสบ คัน หรือเสียวซ่ามักเป็นช่วงที่ควรระวังมากที่สุด ส่วนช่วงที่ไม่มีอาการ ความเสี่ยงลดลงแต่ไม่หายไป CDC อธิบายว่าเริมอวัยวะเพศสามารถติดต่อจากคู่นอนที่ไม่มีแผลให้เห็นหรือไม่รู้ว่าตนเองติดเชื้อได้ และ WHO ระบุว่า HSV-2 มักแพร่ได้แม้ผิวดูปกติ อ่านข้อมูลจาก CDC และ WHO

การปล่อยเชื้อโดยไม่มีอาการคืออะไร
หลังติดเชื้อ HSV เชื้อจะคงอยู่ในร่างกายและอาจกลับมาเคลื่อนไหวที่ผิวหรือเยื่อบุเป็นบางช่วง บางครั้งมีการปล่อยเชื้อโดยไม่เกิดตุ่มหรือแผลที่มองเห็น คนที่ติดเชื้อจึงอาจแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว การตรวจพบหรือไม่พบตุ่มในวันใดวันหนึ่งบอกไม่ได้ว่าช่วงนั้นไม่มีการปล่อยเชื้อ และก็บอกไม่ได้ว่าใครเป็นผู้แพร่เชื้อหรือได้รับเชื้อเมื่อใด
CDC STI Treatment Guidelines ปี 2021 ระบุว่าผู้มีเริมอวัยวะเพศจาก HSV-2 อาจมีการปล่อยเชื้อเป็นระยะ แม้เป็นการติดเชื้อที่เงียบมานานแล้ว แนวทางเดียวกันแนะนำให้พูดคุยเรื่องการแพร่เชื้อที่อาจเกิดขึ้นในช่วงไม่มีอาการ ไม่ควรใช้การที่ตุ่มหายแล้วเป็นเหตุผลสรุปว่าไม่มีความเสี่ยงเลย ดูแนวทาง CDC STI Treatment Guidelines ปี 2021
ควรงดเพศสัมพันธ์ช่วงไหน
ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก และทางปากตั้งแต่เริ่มมีอาการนำ เช่น แสบ คัน หรือเสียวซ่า จนกว่าตุ่มและแผลจะหายสนิทและอาการสงบ การไม่มีตุ่มในวันนี้จึงไม่ได้หมายความว่าควรฝืนมีเพศสัมพันธ์หากยังมีอาการนำอยู่ การพักกิจกรรมช่วงนี้ช่วยหลีกเลี่ยงช่วงที่โอกาสแพร่เชื้อสูงกว่า
เมื่อไม่มีอาการ การมีเพศสัมพันธ์ยังมีความเสี่ยงอยู่ จึงควรบอกคู่นอนก่อนเริ่มความสัมพันธ์ทางเพศ เพื่อให้ทั้งสองคนตัดสินใจร่วมกันอย่างมีข้อมูล การวินิจฉัยเริมไม่ได้บอกว่าได้รับเชื้อจากใครหรือเมื่อใด จึงไม่ควรใช้วันที่เริ่มมีตุ่มหรือผลตรวจไปกล่าวโทษคู่นอน
วิธีลดความเสี่ยงเมื่อไม่มีตุ่ม
- ใช้ถุงยางอนามัยหรือแผ่นกั้นอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ถุงยางช่วยลดความเสี่ยง แต่ป้องกันได้ไม่หมด เพราะผิวหนังบริเวณที่มีเชื้ออาจอยู่นอกส่วนที่ถุงยางคลุม
- หยุดกิจกรรมทางเพศเมื่อมีตุ่ม แผล หรืออาการนำ และรอจนแผลหายสนิท
- พูดคุยกับคู่นอนเรื่องประวัติเริมและการตรวจ โดยใช้ภาษาที่ไม่กล่าวโทษกัน
- หากใช้เซ็กซ์ทอย ไม่ควรใช้ร่วมกันโดยไม่ทำความสะอาดหรือเปลี่ยนถุงยาง และล้างมือหลังสัมผัสแผลหรือสารคัดหลั่ง
การลดความเสี่ยงเป็นการใช้หลายวิธีร่วมกัน ไม่ใช่การหาวิธีที่รับประกันว่าจะไม่แพร่เชื้อ WHO ระบุว่าถุงยางช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่การสัมผัสผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนักที่อยู่นอกส่วนปกคลุมยังทำให้ติดเชื้อได้ ข้อมูลการป้องกันจาก WHO
ยาต้านไวรัสช่วยได้แค่ไหน
ยาต้านไวรัสที่บุคลากรทางการแพทย์สั่งอาจช่วยลดระยะหรือความรุนแรงของอาการ และการรักษาแบบกดการกลับเป็นซ้ำอาจช่วยลดการแพร่ HSV-2 ในผู้ที่มีเริมแสดงอาการตามข้อบ่งชี้ แต่ยาไม่กำจัดเชื้อที่แฝงอยู่และไม่ทำให้ความเสี่ยงเป็นศูนย์ จึงไม่ควรซื้อยาเริ่มเอง หยุดยาเอง หรือใช้ยาของผู้อื่น
สำหรับผู้ที่ตรวจพบ HSV-2 จากเลือดแต่ไม่เคยมีอาการ แนวทาง CDC ปี 2021 ระบุว่ายังไม่มีข้อมูลเพียงพอว่าการรักษาแบบกดการกลับเป็นซ้ำจะป้องกันการแพร่เชื้อได้มากน้อยเพียงใด การตัดสินใจตรวจหรือรักษาจึงควรคุยกับผู้ให้บริการสุขภาพตามประวัติ อาการ และความเสี่ยงของแต่ละคน ไม่ควรนำข้อมูลของคนหนึ่งไปสรุปแทนอีกคน
ไม่มีตุ่มแล้วควรตรวจไหม
ถ้ามีตุ่มหรือแผลใหม่ ควรไปพบผู้ให้บริการสุขภาพเร็วเพื่อประเมินและพิจารณาเก็บตัวอย่างจากรอยโรคที่ยังสด เพราะการตรวจจากตุ่มหรือแผลที่ยังไม่ตกสะเก็ดมักเหมาะกว่าการรอจนหาย การมองจากภาพหรือดูว่าไม่มีตุ่มแล้วไม่สามารถยืนยันหรือตัดเริมออกได้
ถ้าไม่มีอาการ CDC ไม่แนะนำการตรวจเลือดหาเริมเป็นกิจวัตรสำหรับคนทั่วไปในสถานการณ์ส่วนใหญ่ เนื่องจากข้อจำกัดของการตรวจและโอกาสผลบวกลวง แพทย์อาจพิจารณาตรวจในบางกรณี เช่น มีอาการที่สงสัย มีคู่นอนเป็นเริม หรือจำเป็นต้องประเมินความเสี่ยง ผลเลือดก็ยังบอกไม่ได้ว่าได้รับเชื้อจากใครหรือเมื่อใด ดูคำแนะนำการตรวจของ CDC
เมื่อไรควรพบแพทย์
ควรพบแพทย์หรือคลินิกสุขภาพทางเพศเมื่อมีตุ่มหรือแผลบริเวณอวัยวะเพศเป็นครั้งแรก แผลลุกลามหรือไม่ดีขึ้น มีไข้สูง ปวดมาก หรือปัสสาวะไม่ออก หากมีเจ็บตา ตาแดง สับสน คอแข็ง ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือกำลังตั้งครรภ์ ควรแจ้งผู้ให้บริการสุขภาพโดยเร็ว การมีอาการคล้ายเริมไม่ได้แปลว่าเป็นเริมแน่นอน เพราะโรคอื่นและการระคายเคืองก็ทำให้เกิดแผลหรือตุ่มคล้ายกันได้
สรุปอีกครั้ง: ไม่มีตุ่มเริมแล้วไม่ได้แปลว่าไม่มีโอกาสแพร่เชื้อ การรู้เรื่องการปล่อยเชื้อโดยไม่มีอาการช่วยให้วางแผนคุยกับคู่นอน ใช้การป้องกัน และขอคำแนะนำที่เหมาะกับสถานการณ์ได้ โดยไม่ต้องโทษตัวเองหรือคู่นอน
อ่านเพิ่มเติมในบทความภาพรวมของหมวดนี้เพื่อทำความเข้าใจอาการ การตรวจ และการดูแลที่เกี่ยวข้อง
มีข้อสงสัย คุยต่อได้
มีคำถามเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศหรืออยากเข้าใจข้อมูลเพิ่มเติม? สามารถปรึกษาเรื่องสุขภาพผ่าน LINEได้อย่างเป็นส่วนตัว เลือกคุยเรื่องที่คุณอยากสอบถามได้เลย


